สรุปเนื้อเรื่องซีรีส์ Mouse (2021) นักล่ามนุษย์

สปอยล์ซีรีส์ Mouse นักล่ามนุษย์ : เมื่อวิทยาการรู้ได้ว่าเด็กคนไหนมี DNA ที่เป็นฆาตกร คำถามคือเด็กคนนั้นควรมีสิทธิ์ได้ใช้ชีวิตหรือไม่ ?

EP.1 อ้อนวอนต่อพระเจ้า

เมื่อ 25 ปีที่แล้ว มีฆาตกรรมต่อเนื่องที่สร้างความสะเทือนขวัญให้กับประชาชนคนเกาหลีเป็นอย่างมาก มีเหยื่อที่ถูกฆ่าตายไปแล้วอย่างน้อย 18 ศพ โดยทุกรายจะอยู่ในสภาพที่ไร้ศีรษะ และมีเด็กผู้บริสุทธิ์หลายรายตกเป็นเหยื่อของมัน ฆาตกรรายนี้จึงถูกตั้งฉายาว่า “นักล่าหัว”

สังคมไร้อาชญากรรม

คดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้น ทำให้ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ต้องมาเยือนสำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วยตัวเอง ท่านได้กล่าวโทษระบบการสืบสวนของตำรวจที่ไร้ประสิทธิภาพ ทำให้มีความยากลำบากในการสืบหาตัวคนร้าย ท่านประธานาธิบดีจึงประกาศว่าจะดูแลการสืบสวนคดีนี้ด้วยตัวเอง พร้อมทั้งรับปากว่าจะทำให้สังคมเกาหลีเป็นสังคมที่ไร้อาชญากรรม

สังคมไร้อาชญากรรมคืออะไร ? ทางรัฐบาลเตรียมจะออกกฎหมายที่จะให้อำนาจการตรวจสอบ DNA ของตัวอ่อนทารก เพื่อหาพันธุกรรมของตัวอ่อนที่มีแนวโน้มการเป็นจิตเภท โดยอ้างอิงผลงานวิจัยของศาสตราจารย์ ดร. แดเนียล อี. กล่าวคือ คนที่มีอาการจิตเภทเป็นผลมาจากพันธุกรรมที่กลายพันธุ์ ซึ่งเกิดขึ้นในสังคมที่กำลังพัฒนา คนพวกนี้เกิดมาพร้อมกับพันธุกรรม MAOA ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์ของมนุษย์ และคนที่อาจกลายเป็นฆาตกรต่อเนื่อง พวกเขาจะไม่มีพันธุกรรม MAOA หรืออะไรทำนองนั้นเลย

การศึกษาล่าสุดพบว่า สามารถตรวจสอบพันธุกรรมจิตเภทได้ด้วยการตรวจดีเอ็นเอ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ สามารถตรวจคนที่มีอาการจิตเภท อย่างเช่น พวกบ้าสงคราม หรือฆาตกรต่อเนื่องได้ก่อนพวกเขาจะเกิด

ร่างกฎหมายที่ทางรัฐบาลพยายามผลักดัน จะทำให้รัฐมีอำนาจตามกฎหมายบังคับทำแท้งทารกในครรภ์ได้ โดยไม่ต้องรับความยินยอมจากแม่หรือผู้ปกครอง ในกรณีตรวจเจอ DNA และยืนยันว่าเด็กในครรภ์จะเกิดมาพร้อมกับพันธุกรรมจิตเภท

ในที่ประชุมเพื่อพิจารณากฎหมาย ศาสตราจารย์ ดร. แดเนียล อี. ระบุว่าการตรวจดีเอ็นเอคนที่มีอาการจิตเภทมีความแม่นยำ 99% ที่เหลืออีก 1% เรียกว่าพันธุกรรมอัจฉริยะ ซึ่งหมายความว่า DNA ของคนที่มีอาการจิตเภทกับคนอัจฉริยะมีความคล้ายกันมากจนแยกไม่ออก

ยกตัวอย่างว่า สงครามโลกครั้งที่ 2 อาจจะไม่เกิดขึ้นถ้าสามารถยับยั้งการเกิดของฮิตเลอร์ได้ ในทางกลับกัน คนอัจฉริยะอย่างโมซาร์ทก็จะไม่ได้เกิด เพราะดีเอ็นเอบอกว่าเขาอาจกลายเป็นฮิตเลอร์ หรือโลกอาจจะไม่มีคนอย่างไอน์สไตน์ เพราะดีเอ็นเอบอกว่าเขาอาจจะกลายเป็นฆาตกรต่อเนื่อง เป็นต้น

ยังไม่นับเรื่องสิทธิมนุษยชนซึ่งยังเป็นที่ถกเถียงกันไม่จบ ว่าตัวอ่อนทารกถือว่ามีสิทธิมนุษยชนหรือเปล่า ? อีกอย่างการทำแท้งในเกาหลีก็เป็นเรื่องผิดกฎหมาย เพราะในทางกฎหมายของเกาหลีถือว่าตัวอ่อนทารกเป็นมนุษย์ ดังนั้นการทำแท้งก็ถือว่าเป็นการฆาตกรรม ซึ่งเป็นที่มาของกฎหมายห้ามทำแท้ง

แต่ด้วยข้อถกเถียงที่หาข้อสรุปที่แน่ชัดไม่ได้ ทำให้สุดท้ายกฎหมายฉบับนี้จึงถูกตีตกไปด้วยคะแนนเสียง 5-4

นักล่าหัว

ศาสตราจารย์อีเป็นคนเกาหลีที่ย้ายไปอยู่อังกฤษมานานหลายปี การกลับมาคราวนี้เขาจึงได้เดินทางมาเยี่ยมเพื่อนเก่าอย่างคุณหมอฮันซอจุน ศัลยแพทย์มือทอง ที่ตอนนี้ภรรยาของเขาท้องแก่ใกล้คลอดแล้ว

ในเวลาใกล้เคียงกันนั้นก็เกิดคดีฆาตกรรมสุดโหดขึ้น ณ แถบภูเขากูรยอง เหยื่อเป็นครอบครัวที่มาแคมปิ้ง พ่อแม่ถูกฆ่าซึ่งศพได้หายไปจากที่เกิดเหตุ ส่วนลูกชายคนโตบาดเจ็บสาหัส แต่น้องคนเล็กรอดชีวิตมาได้ เพราะหลบอยู่ในกระเป๋าเดินทางและเห็นใบหน้าของฆาตกรรมอย่างชัดเจน

ตำรวจนายหนึ่งซึ่งพยายามเกาะติดคดีนี้ เพราะลูกสาวของเขาก็หายตัวไปอย่างมีปริศนาเช่นกัน เขาไปสอบถามเด็กน้อยผู้รอดชีวิต ด้วยความบังเอิญเขาเกิดไปเห็นโปสเตอร์รูปภาพของคุณหมอฮันซอจุนที่ติดอยู่ที่โรงพยาบาล เด็กน้อยร้องตะโกนออกมาด้วยความแค้นว่าคนนี้แหละคือฆาตกรใจโหดที่ฆ่าพ่อแม่ของเขา ตำรวจจึงขอหมายค้นบ้านของซอจุนในทันที

ตำรวจระดมคนค้นทั่วบ้านแต่ไม่พบอะไร แต่บังเอิญว่าตุ๊กตาหิมะสโนว์แมนที่อยู่ด้านนอกบ้านเกิดล้มลงมา แล้วเผยให้เห็นหัวมนุษย์ถูกเก็บซ่อนอยู่ในนั้น ซอจุนจึงโดนจับในทันที โดยที่ต่อมาภรรยาของเขาเป็นพยานให้ด้วยว่าสามีของเธอคือฆาตกรเจ้าของฉายานักล่าหัว

ซอจุนพูดกับภรรยาว่า ที่เขาแต่งงานและมีลูกกับเธอเพราะว่าเจตจำนงของการสืบพันธุ์ นั่นหมายความว่าลูกของเขาเกิดมาก็ต้องเป็นเหมือนเขา !

ซอจุนถูกตัดสินประหารชีวิต ข้อหาฆาตกรรมและทำลายศพจำนวน 20 ราย (*ผู้เขียนเข้าใจว่า เมื่อประมาณช่วงปี 2000 เกาหลใต้มีการโฮลด์โทษประหารชีวิต ทำให้ผู้ที่ต้องโทษประหารชีวิตติดคุกอยู่ในสถานะรอการประหาร ซอจุนจึงยังไม่ถูกประหารจนถึงปัจจุบัน)

10 ปีต่อมา … แจฮุนได้เกิดมาพร้อมกับดีเอ็นเอจิตเภทที่มีไอคิวสูงเกิน 160 เขามีความฝันว่าโตขึ้นอยากเป็นหมอ แต่ด้วยความที่เขาเป็นเด็กที่มีพฤติกรรมอันแปลกประหลาด ทำให้เขามีปัญหาในการเข้าสังคม เช่น ฆ่าและผ่าท้องกระต่ายเพียงเพราะสงสัยว่ามันท้องหรือมันอ้วน หรือเมื่อเขารู้สึกรำคาญคนรอบข้างแล้วทำอะไรไม่ได้ เขาก็มักจะเกาแขนตัวเองจนเลือดออก

จากเหตุดังกล่าวทำให้ครูเรียกผู้ปกครองมาพบ พ่อเลี้ยงของแจฮุนตบหน้าเขาเพราะทำเรื่องที่น่าอับอาย หลังจากนั้นดีเอ็นเอปีศาจของเขาจึงเปิดเผยตัว เริ่มต้นด้วยการฆ่าสัตว์เลี้ยงในบ้าน และสุดท้ายก็ฆ่าพ่อเลี้ยงของเขา !

EP.2 เย้ยหยันพระผู้สร้าง !

แจฮุนโดนตำรวจจับในข้อหาฆาตกรรมพ่อเลี้ยง แม้เขาจะถูกสอบปากคำอย่างหนัก แต่เขาก็ยังปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาด้วยท่าทีที่เรียบเฉยไร้ความรู้สึก หรือแม้แต่ตำรวจนำเขาเข้าเครื่องจับเท็จ แต่เมื่อผลออกมาปรากฏว่าเขาพูดความจริง !

หลังจากนั้น แจฮุนก็ไปอ้อนวอนขอต่อพระเจ้าให้เอาปีศาจออกไปจากตัวเขา แต่ดูเหมือนว่าคำขอของเขาจะไม่ถูกตอบรับ

เวลาผ่านไป 25 ปี … แจฮุนกลายเป็นฆาตกรนักล่ามนุษย์ ดีเอ็นเอจิตเภทปรากฏขึ้นมาอย่างชัดเจน เวลานี้ในสายตาของเขาเห็นมนุษย์คนอื่น ๆ เป็นแค่เหยื่อเท่านั้น

มูจี (เด็กที่รอดชีวิต และนำไปสู่การจับตัวฮันซอจุนเมื่อ EP.1) เป็นตำรวจสายสืบประเภทหัวร้อนง่าย ความอดทนต่ำ ตั้งแต่ตอนเด็กจนถึงปัจจุบัน เขามักจะไปหาฮันซอจุน ฆาตกรต่อเนื่องเจ้าของฉายานักล่าหัวที่คุกอยู่เสมอ เพื่อย้ำเตือนความแค้นของเขาที่จะ ทำให้ลูกชายของซอจุนต้องเจ็บปวดเหมือนอย่างที่เขาเคยเป็น ด้วยการฆ่าซอจุนต่อหน้าลูกของเขา

ต่อมาซอจุนเพิ่งได้รู้ว่า จีอึน (อดีตภรรยาของเขา) เก็บลูกเอาไว้ แม้ว่าเธอจะรู้ว่าลูกของเธอมีพันธุกรรมจิตเภทที่ได้รับการสืบทอดมาจากซอจุน และมันทำให้เขารู้สึกดีใจเป็นอย่างมากเมื่อรู้ว่าลูกชายของเขายังมีชีวิตอยู่

ชีวิตในคุกของซอจุนเป็นที่เกรงกลัวต่อนักโทษคนอื่น ๆ อีกทั้งเขายังมีอิทธิพลในระดับที่ผู้คุมยังต้องเกรง แต่ชีกุก ผู้คุมคนใหม่ไม่ยอมก้มหัวให้ซอจุน เขาได้รู้ว่าผู้คุมคนเก่าต้องออกจากหน้าที่เพราะโดนทำร้ายจนพิการ เป็นเพราะอิทธิพลของซอจุนที่ตอนนี้เขากลายเป็นขาใหญ่ในคุกไปเสียแล้ว

บารึม, ดงกู และชีกุก เป็นเพื่อนรักกัน บารึมเป็นผู้แสดงมายากลซึ่งจัดในเรือนจำ ส่วนดงกูเป็นคนเขียนบท ขณะนั้นเป็นเวลาออกกำลังกายของนักโทษในสนามพอดี บารึมบังเอิญได้เห็นซอจุน ซึ่งดูแล้วก็เหมือนคนธรรมดาทั่วไป

โปรดิวเซอร์ชเวฮงจูไปขอข้อมูลการฆาตกรรมเทรนเนอร์มวยซงซูโฮกับมูจี เพราะเขาสามารถเชื่อมโยงได้ว่าฆาตกรที่ฆ่าบยอนซุนยอง (เหยื่อรายล่าสุด) เป็นคนเดียวกัน

หลังจากนั้น มูจีพาฮงจูไปดูสถานที่เกิดเหตุฆาตกรรมบยอนซุนยอง ซึ่งเขาได้บอกว่าสภาพศพเหมือนกันอย่างหนึ่งคือนิ้วถูกหักและชี้ไปที่ไม้กางเขนของโบสถ์ เขาได้ตั้งสมมติฐานว่าฆาตกรรายนี้ต้องการที่จะเย้ยหยันพระเจ้า อีกอย่างคือฆาตกรรายนี้รู้เรื่องกายวิภาคของมนุษย์เป็นอย่างดี จึงรู้วิธีการฆ่าที่ทำให้เหยื่อจบชีวิตในทันทีหรือการฆ่าโดยวิธีทรมาน

ตัดภาพมาในเรือนจำ ขณะที่บารึมกำลังแสดงมายากลให้นักโทษดู ชีกุกโดนทำร้ายสาหัสและถูกตัดนิ้ว ซอจุนซึ่งเป็นอดีตศัลยแพทย์มือทองเข้ามาช่วยเย็บแผลให้ชีกุก ก่อนที่จะนำตัวชีกุกส่งโรงพยาบาล เมื่อมาถึงโรงพยาบาล แพทย์ผู้ให้การรักษารู้สึกแปลกใจการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ทำมาเป็นอย่างดี ผู้คุมคนหนึ่งจึงบอกว่าเป็นฝีมือของซอจุน

ต่อมา บารึมและดงกูได้รู้รู้ว่าคนที่ทำร้ายชีกุกก็คือนักโทษคนหนึ่งที่เป็นคนสนิทของซอจุน ชีกุกโดนทำร้ายเพราะเขาไม่ยอมก้มหัวให้ซอจุน

ข่าวเหยื่อที่ถูกฆาตกรโรคจิตฆ่ามีมาอย่างต่อเนื่อง แต่ตำรวจยังไม่สามารถหาตัวคนร้ายได้ และในคืนนี้เอง ตัวฆาตกรรู้สึกว่าร่างกายไม่พร้อม จึงจะหาเหยื่อที่ตัวเล็กและอ่อนแอ ในที่สุดเขาก็เจอเหยื่อที่ต้องการ !

เมื่อได้รับแจ้งเหตุ มูจีจึงรีบไปที่เกิดเหตุในทันที เขาพบหญิงสาวถูกแขวนคอ โดยมีนวมของซงซูโฮและแหวนของบยอนซุนยองแขวนไว้กับศพ มูจีแปลกใจที่ไม่มีการเคลื่อนย้ายศพหรือไม้กางเขน แต่ฆาตกรกลับสักรูปไม้กางเขนเอาไว้ที่ลิ้นของเหยื่อ และยัดนิ้วมือของเธอเข้าไว้ในปาก

บารึมยืนดูข่าวโรงพยาบาล คุณหมอซองโยฮันมองไปที่บารึม และนึกถึงเด็กคนที่มีพันธุกรรมจิตเภท และสิ่งที่เขาสงสัยมาตลอด เด็กคนนั้นกลายเป็นฆาตกรหรือเป็นคนปกติ ?

EP.3 ไอ้ไซโคปาธ

ข่าวรายงานว่าประชาชนคนเกาหลีต่างพากันอกสั่นขวัญแขวน จากฆาตกรรมต่อเนื่องที่สังหารเหยื่ออย่างโหดเหี้ยมไปแล้ว 20 ราย แต่ตำรวจยังจับตัวฆาตกรไม่ได้ เป็นเหมือนภาพซ้อนเดจาวูที่กลับมาเกิดขึ้นอีกครั้ง หลังผ่านไป 25 ปี พวกเขาเรียกมันว่า ‘ไอ้ไซโคปาธ’

ศาสตราจารย์แดเนียล อี. กลับมาเกาหลีอีกครั้ง และได้พบกับภรรยาของนักล่าหัวซอจุน หลังไม่ได้พบกันมานานถึง 25 ปี เธอพยายามบอกกับศาสตราจารย์อีว่า เขาเข้าใจผิดเรื่องที่ลูกของเธอมีดีเอ็นเอจิตเภท เพราะจริง ๆ แล้วลูกชายของเธอเป็นคนมีจิตใจดี … ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่จริง !

ศาสตราจารย์อีแอบตามดูพฤติกรรมของหมอซองโยฮัน (ลูกชายของนักล่าหัวซอจุน) เขาสังเกตเห็นลักษณะที่ดูผิดแปลกไปจากคนเป็นหมอ ศาตราจารย์รับรู้ได้ถึงความเหี้ยมที่ซ่อนอยู่ จากนั้นเขาจึงโทร. นัดเจอกับหมอซองโยฮันที่สวนสนุกในเวลาปิดให้บริการแห่งหนึ่ง ณ ที่นั้น ชื่อของศาสตราจารย์อีก็กลายเป็นอดีตด้วยมือของหมอซองโยฮัน … จากนั้นศพของศาสตราจารย์อีก็ถูกเอาไปถ่วงน้ำ

หลังจากนั้น หมอซองโยฮันได้มารอโปรดิวเซอร์ชเวที่บ้านของเธอ ทันทีที่เจอเขาเข้าไปสวมกอดทันที แล้วพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “ผมกลัว ๆ ๆ”

ทางเบื้องบนให้ตามสืบการหายตัวไปของศาสตราจารย์อีอย่างลับ ๆ ตำรวจสืบหาจนมาถึงสวนสนุก แต่ยังหาศพไม่พบ และสงสัยว่าศาสตราจารย์นัดเจอกับใครที่นี่

มูจีสืบไปจนพบว่าก่อนศาสตราจารย์อีจะหายตัวไป เขาได้โทร. คุยกับหมอซองโยฮัน ด้วยเซนส์ความเป็นตำรวจนักสืบ เมื่อได้พบและพูดคุยกันในเวลาสั้น ๆ มูจีก็รู้ได้ในทันทีว่าหมอซองโยฮันคือผู้ต้องสงสัย

ในระหว่างนั้น บาอีไปก่อเรื่องใช้ความรุนแรงกับเพื่อนที่โรงเรียน คุณยายเลยต้องไปเคลียร์ สรุปคือคุณยายต้องหาเงินมาจ่ายค่าชดเชย เพื่อแลกกับการที่บาอีไม่ถูกไล่ออก คุณยายก็เลยต้องหารายได้พิเศษโดยการไปเป็นแม่บ้านทำความสะอาด แล้วก็ให้บังเอิญว่าบ้านหลังนั้นเป็นบ้านของหมอซองโยฮัน

ขณะที่คุณยายทำความสะอาด หมอซองโยฮันมีธุระต้องออกไปข้างนอก แต่เขาลืมกุญแจคาไว้ที่ประตูห้องที่เอาไว้เก็บรวบรวมภาพถ่ายและหลักฐานต่าง ๆ ของเหยื่อ คุณยายจึงเปิดเข้าไปในห้องนั้นเพื่อทำความสะอาด แต่สิ่งที่เห็นทำเอาคุณยายเข่าอ่อนทรุดลงไปกองบนพื้น

แต่สิ่งที่คุณยายเลือกทำหลังจากนั้นก็คือ หยิบเอารูปเหยื่อคนหนึ่งที่ตำรวจประกาศตามหาในทีวีติดมือมาด้วย เพราะคุณยายตั้งใจจะเอาหลักฐานภาพถ่ายชิ้นนี้ไปให้กับบารึม เพื่อให้เขาจะได้สร้างผลงาน แต่สุดท้ายหมอโยฮันก็รู้ว่าคุณยายเอารูปภาพเหยื่อไป เขาจึงออกตามล่าคุณยายไปถึงที่บ้าน

บารึมเห็นข้อความจากคุณยายแต่ไม่สามารถโทร. ติดต่อได้ เขาจึงรีบออกไปดูว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่ทุกอย่างก็สายไปเสียแล้ว น้ำฝนตกลงมากระทบร่างของคุณยายที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น บารึมเห็นชายต้องสงสัยจึงรีบวิ่งตามไป ทันใดนั้นเอง ขณะที่วิ่งข้ามถนนไล่ตามไป รถยนต์คันหนึ่งเกิดขับพุ่งเข้ามาชนร่างของบารึมจนลอยตกลงมากระทบกับพื้น

ก่อนที่เขาจะหมดสติไป สายตาเขาเหลือบไปเห็นหน้าชายคนนั้น แต่มันพร่ามัวเกินกว่าที่เขาจะรู้ว่า มันคือใคร !

EP.4 แค่คิดก็น่ากลัวแล้ว

ระหว่างที่บงอีกำลังเดินทางกลับบ้าน ขณะนั้นฝนได้เทกระหน่ำตกลงมาอย่างหนัก บงอีนั่งขุดค้องอเข่าอยู่ที่ข้างถนนบริเวณตีนสะพานอยู่อย่างนั้น เธอโทร. หายาย ยายก็ไม่รับโทรศัพท์ เมื่อมีรถตำรวจผ่านมา บงอีจึงขอติดรถตำรวจไปด้วย ซึ่งมูจีก็อยู่ในรถคันนั้น เมื่อถึงปากทางเข้าบ้านบงอีจึงขอลง

มูจีไปที่เกิดเหตุ ในมือของร่างคุณยายที่ไร้วิญญาณนอนแน่นิ่งกำเศษรูปที่คนร้ายเผาทิ้งไว้ บารึมบอกกับมูจีว่าเขาไม่เห็นหน้าคนร้าย แต่คนร้ายมีกลิ่นมิ้นต์ติดตัว

ก่อนคุณยายจะถูกฆาตกรรม ได้ส่งข้อความหาบารึมมีใจความว่า เห็นหน้าฆาตกรที่ฆ่านักศึกษารายล่าสุดและได้มีรูปเหยื่อติดตัวมาด้วย

จีอึน แม่ของหมอซองโยฮันมาหาที่บ้าน เธอเห็นคราบเลือดติดอยู่ที่เสื้อก็รู้ว่าลูกเธอไปทำอะไรมา แต่ก็ยังตีมึนหลอกตัวเองว่าเป็นเลือดของผู้ป่วย ทำให้เรารู้ว่าจีอึนรู้ว่าลูกชายตัวเองเป็นฆาตกร ‘ไอ้ไซโคปาธ’ ??? (เรื่องราวพยายามชี้นำอย่างชัดเจนให้เราเชื่อว่าหมอซองโยฮันคือฆาตกร แต่มันจะใช่หรือเปล่า หรือฆาตกรไม่ได้มีคนเดียว ?)

จากนั้นจีอึนก็บอกหมอซองโยฮันให้รีบมีหลาน แต่เขากลับตอบว่า … “เพียงแค่คิดก็น่ากลัวแล้ว หากเด็กที่เกิดมาเป็นหลานของฮันซอจุน”

หมอซองโยฮันไปที่โรงพยาบาล ตอนนี้บารึมนอนพักรักษาตัวอยู่ที่ห้องเตียงพิเศษเตียงเดี่ยว เมื่อหมอซองโยฮันรู้ จึงแอบเข้าไปเพื่อจะใส่ยาพิษเข้าไปในน้ำเกลือของบารึม ขณะที่เขากำลังหลับอยู่ เดชะบุญแผนไม่สำเร็จ เมื่อบงอีเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน แล้วก็โทษบารึมที่ไม่รับสายของคุณยาย จนทำให้ท่านถูกคนร้ายฆ่าตาย

มูจีเอาหลักฐานมาประมวล เขาจึงสรุปได้เบื้องต้นว่าฆาตกรจะถ่ายรูปเหยื่อเก็บไว้หลังก่อเหตุ แต่เขายังคิดไม่ออกว่าคุณยายไปเอารูปนั้นมาจากไหน ?

คืนนี้ บารึมอยู่เป็นเพื่อนบงอีตลอดคืน เมื่อเธอตื่นขึ้นมาและเห็นบารึมหลับอยู่ บงอีจึงบอกกับคุณยายผู้ล่วงลับว่าต่อไปนี้ขอให้คุณยายไปสู่สุคติ เพราะมีคนคอยปกป้องเธอแล้ว

ด้วยสกิลการสืบคดีที่เต็มไปด้วยแพสชั่นของมูจี ทำให้เขาพบว่าเบาะแสทุกระแสล้วนแล้วแต่ชี้ไปที่หมอซองโยฮัน แม้จะยังไม่มีหลักฐานที่ชี้ชัดได้ก็ตาม โดยเฉพาะเบาะแสในคดีของคุณยาย เมื่อตามไปจนสุดทางก็ไปหยุดอยู่ที่หน้าบ้านของหมอซองโยฮัน !

ต่อมา มูจีให้สัมภาษณ์รายการสดเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมต่อเนื่องสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้น หมอซองโยฮันดูรายการที่มูจีให้สัมภาษณ์ เขาโทร. หามูจีเพื่อท้าให้บอกเหตุผลในการเลือกเหยื่อผ่านรายการสด ที่ออกอากาศในคืนวันศุกร์ 23.30 น. ถ้าไม่เช่นนั้น เวลานั้นจะเป็นเวลาตายของหนูน้อยคิมฮันกุกที่ถูกลักพาตัวไป และจะเป็นการฆ่าแบบไลฟ์สด สตรีมต่อหน้าคนทั่วโลก !

มูจีรู้ดีว่านิสัยของพวกไอ้ไซโคปาธมักจะชอบโชว์ออฟ คิดว่าตัวเองเหนือชั้นจนลืมตัว และสุดท้ายก็จะเกิดข้อผิดพลาด ที่เรียกว่าตายน้ำตื้น (เหมือนกรณีของนักล่าหัวฮันซอจุน ที่โดนจับได้การที่กระทำอันแสนจะโง่เขลาของตัวเอง) จากนั้นมูจีก็ยื่นหนังสือลาออก และดูเหมือนว่าเขาจะมีแผนการอะไรบางอย่าง

ระหว่างนั้น มูจีได้ออกรายการพร้อมกับยื่นข้อต่อรองกับฆาตกรว่า เขาจะทำตามก็ต่อเมื่อฆาตกรพิสูจน์ได้ว่า หนูน้อยคิมฮันกุกยังมีชีวิตอยู่

ภาพตัดมาที่ห้องที่ขังหนูน้อยคิมฮันกุก สภาพห้องนั้นมืดมิด เด็กน้อยถูกจับมัดกับเก้าอี้ ใบหน้าของเขาถูกปกปิดด้วยหน้ากาก ทันใดนั้นเอง จองบารึมก็ปรากฏตัวขึ้นในห้องนั้น !!!

EP.5 ตรงข้ามกับพระผู้สร้าง !

ซีรีส์ Mouse นักล่ามนุษย์ EP.5 จะเป็นตอนที่เล่าเรื่องราวในรายการเชอร์ล็อกฮงจู ระหว่างนั้นจะมีการชิงไหวชิงพริบกันระหว่างนักสืบโกมูจีกับตัวฆาตกร ซึ่งมีรายละเอียดและวางแผนอย่างสลับซับซ้อนสุด ๆ …

จองบารึมโทร. เข้ามาในรายการเชอร์ล็อกฮงจูซึ่งเป็นรายการสด โดยใช้เครื่องเปลี่ยนเสียงแล้วอ้างตัวว่าเป็นฆาตกร เขายังได้ส่งคลิปเพื่อยืนยันว่าเด็กน้อยฮันกุกยังมีชีวิตอยู่จริง

ในรายการจองบารึม (ที่อ้างตัวว่าเป็นฆาตกร) ยังได้ถามนักสืบโกมูจีด้วยว่า “คุณคือเด็กที่เคยเห็นแม่โดนนักล่าหัวตัวคอใช่หรือไม่ ? ถ้าเป็นเช่นนั้นคงสะเทือนใจน่าดูสินะ แล้วที่มาออกรายการนี้เพื่อหวังที่จะล้างแค้นให้ตัวเองหรือว่าช่วยเด็กน้อยฮันกุกกันแน่ ?”

หลังบารึมวางสาย มูจีได้ยอมรับผ่านทางรายการว่าพ่อแม่ของเขาถูกฆ่าโดย ‘นักล่าหัว’ เมื่อ 25 ปีก่อนจริง แต่การที่มาออกรายการวันนี้ก็เพื่อพาเด็กน้อยฮันกุกกลับบ้านเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับความแค้นส่วนตัว จากนั้นเขาก็เปิดคลิปที่บารึมส่งมาให้ ในคลิปวิดีโอจะเห็นภาพเด็กที่สวมหน้ากาก ซึ่งคุณแม่ของเด็กน้อยฮันกุกก็ยืนยันออกรายการว่าเป็นลูกชายของเธอจริง … แต่ทันใดนั้นเอง เมสเซนเจอร์อีกคนก็มาส่งเอกสารจากฆาตกรเช่นกัน !!?

ความจริงแล้วทั้งหมดเป็นแผนยั่วฆาตกรตัวจริงของมูจี โดยให้บารึมปลอมเป็นฆาตกรเพื่อที่จะแอบอ้างผลงาน

ในระหว่างที่รายการกำลังดำเนินไปอยู่นั้น ทางตำรวจก็ได้พยายามแกะรอยตามเบาะแสทุกอย่างที่มี ไม่ว่าจะจะตามทางสัญญาณโทรศัพท์ที่ฆาตกรโทร. มา หรือจากเมสเซนเจอร์ที่มาส่งเอกสาร แต่ทุกทางก็พบแต่ทางตัน

เวลาเหลืออีกไม่กี่นาทีก็จะจบรายการและเป็นเส้นตายที่ฆาตกรขีดเส้นเอาไว้ ซึ่งหมายถึงเวลาชีวิตของเด็กน้อยฮันกุกจะหมดลงไปด้วย มูจีจึงได้บอกเหตุผลที่ฆาตกรเลือกที่จะลงมือฆ่าเหยื่อแต่ละรายว่า ทุกรายล้วนแล้วแต่มีความเชื่อมโยงกับบาป 7 ประการ ซึ่งก็คือ การทะนงตน ความโลภ ความลุ่มหลง ตะกละ และความขี้เกียจ แต่ยังเหลือบาปอีก 2 ประการนั่นก็คือ ความริษยา และโมหะ ซึ่งมูจีบอกกับฆาตกรผ่านทางหน้าจอว่า เด็กน้อยฮันกุกไปตกอยู่กับบาปเรื่องโมหะ

มูจีอธิบายต่อว่า ตัวฆาตกรมีความเกลียดชังพระเจ้าเป็นอย่างมาก ซึ่งเขาเองก็ไม่รู้ว่าทำไม ดังนั้น ฆาตกรจึงทำทุกอย่างตรงข้ามกับคำสอนของพระเจ้า และท้าทายอำนาจของพระองค์ อย่างเช่น เมื่อฆ่าเหยื่อแล้วก็จะหักนิ้วชี้ไปที่ไม้กางเขน

สุดท้าย มูจีได้บอกว่า เหตุผลที่ฆ่าก็คือเหยื่อเหล่านั้นตรงข้ามกับบาปทั้ง 7 และเขาจึงวิเคราะห์ว่า ฆาตกรเพ้อเจ้อตั้งตัวให้ตัวเองเป็นพระเจ้า แล้วทำการลงโทษเหยื่อที่ไม่ทำบาปเหล่านั้น

“บิงโก” ฆาตกรกล่าวออกรายการผ่านสายโทรศัพท์ เป็นการยอมรับในสิ่งที่มูจีวิเคราะห์ออกมาทั้งหมดว่าถูกต้อง เด็กน้อยฮันกุกรอดแล้ว ?

ทันใดนั้นเอง ฆาตกรได้ไลฟ์สดโดยมือของมันถือมีดจ่อคอหอยของบาทหลวง ซึ่งเป็นพี่ชายของมูจีอยู่ ที่แท้แล้วเป้าหมายของมันคือพี่ชายของมูจี ไม่ใช่เด็กน้อยฮันกุก !

พี่ชายของมูจีตรงกันข้ามกับเขาอย่างสิ้นเชิง นับแต่พ่อแม่ถูกฆ่าตายเขาก็ให้อภัยนักล่าหัว โดยไม่มีความโกรธหลงเหลืออยู่ภายในใจเลย (ซึ่งตรงข้ามกับบาปข้อโมหะ) มูจีเห็นพี่ชายตัวเองก็ได้แต่ร้องไห้ออกหน้าจอทีวี เขาอ้อนวอนขอร้องฆาตกรให้ไว้ชีวิตพี่ชายของเขา พร้อมกับขอโทษที่ก่อนหน้านี้ตัวเขาแสดงความท้าทายออกมา แต่ดูเหมือนคำขอร้องนั้นจะไม่เป็นผล …

ฆาตกรปาดคอพี่ชายของมูจีผ่านไลฟ์สด พร้อมทั้งเขียนข้อความไว้ที่ผนังด้วยเลือดว่า “ฉันคือพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่”

EP.6 นกที่ส่งเสียงดังน่ารำคาญ

ย้อนกลับไปตอนที่ฆาตกรกำลังลงมือฆ่าบาทหลวงโกมูวอน … เมื่อบงอีเห็นฆาตกรกำลังไลฟ์สด เธอจำเทียนที่อยู่ด้านหลังฆาตกรได้ว่าเป็นเทียนที่โบสถ์กูดง เธอจึงเรียกแท็กซี่เพื่อรีบไปที่นั่น หวังฆ่าฆาตกรด้วยมือของตัวเองเพื่อแก้แค้นให้ยาย แต่เมื่อไปถึง บาทหลวงมูวอนได้ถูกฆ่าไปแล้ว บงอีได้ต่อสู้กับฆาตกร อย่างไรก็ตามแม้บงอีจะมีสกิลด้านศิลปะการต่อสู้เป็นเลิศ แต่ก็มิอาจสู้ความแข็งแกร่งของฆาตกรได้ เธอได้รับบาดเจ็บที่ดวงตาและที่มือก่อนที่ตำรวจจะมาถึงพอดี

ที่โรงพยาบาล บงอีบอกกับบารึมว่าฆาตกรถนัดมือขวา (แต่ฆาตกรที่บารึมเจอตอนที่คุณยายตายเป็นคนถนัดมือซ้าย) และเธอก็ใช้มีดกรีดไปที่แขนข้างซ้ายของฆาตกรด้วย

แต่คนที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดในตอนนี้คือนักสืบโกมูจิน เขาเสียสติจนแทบกลายเป็นบ้า จนหมอต้องฉีดยาระงับประสาทให้ เมื่อออกจากโรงพยาบาล เขาก็เอาแต่ดื่มเหล้าทั้งวัน กลายเป็นนักสืบขี้เมาที่หมดอาลัยตายอยากในชีวิต

จากนั้นฆาตกรก็ปล่อยคลิปเฉลยออกมา ว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่มูจินวิเคราะห์ในรายการเชอร์ล็อกฮงจูนั้น ผิด ! เพราะเด็กน้อยฮันกุกไม่ได้ตกที่บาปข้อโมหะ แต่ตกบาปข้อริษยา ซึ่งในคลิปก็อธิบายเหตุผลต่าง ๆ จนสุดท้ายฆาตกรได้ส่งข้อความถึงมูจินว่า เขาจะให้เวลา 3 วันในการตามล่าหาตัวเขา ถ้าล่าตัวเขาไม่เจอก็จะได้เห็นร่างที่ไร้ปอดของเด็กน้อยฮันกุกแทน … คลิปดังกล่าวได้ทำให้มูจินตื่นฟื้นขึ้นมาเผชิญหน้ากับความจริงอีกครั้ง

ทีนี้มูจินจึงเริ่มออกตามสืบด้วยความมุ่งมั่นอีกครั้ง โดยไล่กลับไปที่คุณยาย ย้อนกลับไปถึงสำนักงานจัดหาแม่บ้าน ในที่สุดก็ไปพบกับคนที่โทร. หาคุณยายให้ไปทำความสะอาดบ้าน ซึ่งก็คือซองจีอึน ภรรยาของนักล่าหัวฮันซอจุนนั่นเอง จากนั้นมูจินก็พุ่งเป้าที่หมอซองโยฮันแบบ 100% ว่าเขาคือฆาตกรตัวจริง เพราะหลักฐานทุกทางที่หามาได้ล้วนแล้วแต่ชี้ไปที่หมอซองโยฮันทั้งสิ้น แม้จะไม่มีหลักฐานชิ้นไหนที่ยืนยันชัดเจนว่าฆาตกรคือหมอซองโยฮันก็ตาม !!?

ระหว่างนั้นเองก็มีเรื่องที่น่าสนใจขึ้นมา เมื่อพีดีชเวตรวจการตั้งครรภ์แล้วปรากฏว่าเธอท้อง แล้วก็คลอดลูกออกมา … คำถามคือลูกของพีดีชเวจะมีพันธุกรรมที่สืบทอดมาจากนักล่าหัวฮันซอจุนหรือไม่ ?

ว่าที่จริงไม่มีใครรู้ว่าพีดึชเวในใจเธอคิดอะไรอยู่ เธอรู้อยู่แล้วว่าหมอซองโยฮันเป็นลูกของนักล่าหัวฮันซอจุน แต่ในทางกลับกันเธอก็สงสัยว่าเขาเป็นฆาตกร แล้วก็ยังมีลูกกับเขาอีก อย่างไรก็ตามเรื่องของพีดีชเวยังคงเป็นปริศนาที่รอการคลี่คลายต่อไป

ในคืนวันเส้นตายชีวิตของเด็กน้อยฮันกุก หมอซองโยฮันไปที่บ้านของบงอี แต่เธอรู้ตัวเสียก่อนจึงได้โทร. ไปหามูจิน บงอีหนีไปก่อนที่บารึมจะตามมาช่วย แต่ความแข็งแกร่งของหมอซองโยฮันเหนือกว่าบารึมมาก ทำให้บารึมโดนทุบหัวซ้ำหลายครั้ง ทันใดนั้นเองมูจินก็โผล่มาเหนี่ยวไกปืนส่งลูกกระสุนเข้าไปสู่หน้าอกของหมอซองโยฮัน … ทั้งสองถูกนำตัวพาส่งเข้าโรงพยาบาล

ณ ห้องพิเศษเตียงเดี่ยว บารึมกำลังนอนอยู่บนเตียงในสภาพที่หัวมีผ้าพันแผล บารึมลืมตาตื่นขึ้นเพราะเสียงของนกที่บารึมเคยเลี้ยงเอาไว้ แต่สิ่งที่น่าตกใจก็เกิดขึ้น เมื่อบารึมเดินไปเปิดกรงนกแล้วจับมันออกมาบีบจนตายคามือ จากนั้นก็โยนมันทิ้งออกไปนอกหน้าต่าง ก่อนที่เขาจะเอ่ยออกมาด้วยสีหน้านิ่งเฉยว่า “น่ารำคาญ” !!!

EP.7 ความทรงจำที่เลือนหายไป

เจ้าหน้าที่จองบารึม (รับบทโดย อีซึงกิ) เข้ารับการผ่าตัดสมองโดยด่วน จากการที่สมองส่วนหน้าแตกร้าวรุนแรงมาก ต้องเข้ารับการผ่าตัดหลายครั้ง

ซองโยฮันก็เข้ารับการผ่าตัดเช่นกัน จากการที่กระสุนเจาะเข้าที่ช่องท้อง ทำให้อวัยวะอื่น ๆ ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงได้รับความเสียหายอย่างหนัก … บงอีได้แอบเข้ามาที่ห้องพักฟื้นของซองโยฮัน แล้วเธอก็ฆ่าเขาทั้ง ๆ ที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงผู้ป่วย ต่อมา แพทย์เผยสาเหตุการตายของเขาว่า เกิดจากภาวะช็อกหลังจากเข้ารับการผ่าตัด

ขณะเดียวกันตำรวจก็พยายามออกตามหาตัวเด็กน้อยฮันกุก แต่ไม่ว่าจะทุ่มสรรพกำลังแค่ไหน สุดท้ายก็คว้าน้ำเหลว

บารึมฟื้นขึ้นมาหลังจากนอนไปได้สตินานมากกว่า 10 วัน สิ่งแรกที่เขาทำคือฆ่าออบงอี (นกที่เขาเลี้ยงเอาไว้) อย่างเลือดเย็นด้วยมือของเขาเอง เพราะมันส่งเสียงดังน่ารำคาญ … เมื่อแพทย์มาตรวจดูอาการ ปรากฏว่าเขาจำอะไรไม่ได้เลย แม้แต่ชื่อของตัวเอง แพทย์วินิจฉัยว่าสมองได้รับการกระทบกระเทือนอย่างหนัก ทำให้เขาสูญเสียความทรงจำ แต่เขายังสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ จึงเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น

เมื่อออกจากโรงพยาบาล น้าสาวของบารึมจึงขอให้เขาย้ายไปอยู่อพาร์ตเมนต์ใกล้ ๆ เพื่อจะได้ดูแลได้สะดวก … ขณะกำลังย้ายบ้าน เขาได้เห็นรูปและใบประกาศคุณงามความดีที่เขาทำในอดีต บารึมจึงเข้าใจว่าเขาก็เป็นตำรวจที่ดีคนหนึ่ง แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาไม่รู้ก็คือ มีเด็กสาวคนหนึ่งที่ชื่อบงอีกำลังเสียใจและผิดหวังกับการจากไปของเขาในครั้งนี้ บารึมจำไม่ได้ว่าเขาเคยให้สัญญากับบงอี เมื่อเธอโตเป็นผู้ใหญ่เขาจะแต่งงานกับเธอ

ระหว่างนั้น พีดีชเวก็ไปทำแท้ง (คาดว่าเป็นลูกของซองโยฮัน) แล้วเธอก็เอ่ยกับตัวเองว่า “ฉันเห็นใจนาย (ซองโยฮัน) ที่เจ็บปวดกับการเป็นลูกฆาตกร ฉันคิดว่านายจะคล้ายกับฉัน แต่สิ่งที่นายทำไม่มีวันที่จะได้รับการให้อภัย เท่านี้แหละที่ฉันทำได้เพื่อนาย” … จากประโยคนี้ทำให้สงสัยว่าพีดีชเวมีอดีตอะไรที่เกี่ยวข้องกับฆาตกร ?

ด้านนักสืบโกมูจีก็ถูกพักงานจากข้อหาการทำผิดระเบียบการใช้ปืน

เวลาผ่านไป 1 ปี … นักสืบโกมูจีถูกย้ายให้ไปทำงานเป็นเจ้าหน้าที่เก็บหลักฐาน ส่วนบารืมแม้จะยังไม่หายดี และความจำยังกลับมาไม่หมด แต่ด้วยเหตุผลทางด้านการเมือง ที่ต้องการใช้บารึมเป็นตัวเรียกคะแนนนิยมในการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่กำลังจะมาถึง จึงมีคำสั่งให้เขากลับมาทำงานที่สถานีตำรวจเล็ก ๆ นอกเขตเมืองใหญ่

วันหนึ่งบารึมได้ไปพบศพหญิงที่ถูกฆาตกรรมโดยบังเอิญ แต่ที่น่าแปลกก็คือเขากลับรู้และวิเคราะห์การฆาตกรรมของคนร้ายได้อย่างแม่นยำน่าเหลือเชื่อ ระหว่างนั้นเขาก็ได้พบกับมูจี

ต่อมามูจีได้เห็นหลักฐานในคดีฆาตกรรม เป็นเชือกที่ผูกเงื่อนด้วยวิธีพิเศษเหมือนกับคดีฆาตกรรมของนักล่าหัวในอดีต ทีนี้บารึมกับมูจีจึงร่วมมือกันสืบหาตัวฆาตกร มูจีถามว่าบารึมรู้วิธีการที่ฆาตกรใช้ได้อย่างไร เขาตอบว่า “ไม่รู้เหมือนกัน เขาแค่คิดว่าถ้าเป็นตัวเองจะทำอะไร แล้วทุกอย่างมันก็ผุดเข้ามาในหัวเอง”

เท่ากับว่าฆาตกรที่ลงมือไม่ใช่ฆาตกรธรรมดา แต่มันคือไอ้ไซโคปาธ (ฆาตกรโรคจิต) ที่เป็นผู้นิยมความสมบูรณ์แบบ (perfectionist)

มูจีกับบารึมจึงตัดสินใจไปหานักล่าหัวฮันซอจุนเพื่อสอบถาม บารึมเข้าไปพบฮันซอจุนเพียงคนเดียว เขาถามฮันซอจุนว่าเคยสอนลักษณะการผูกเงื่อนให้ใครหรือไม่ ? ฮันซอจุนปฏิเสธ และบอกว่าเขาไม่เคยใช้เงื่อนนี้หรือสอนใครมาก่อน เขาไม่ได้โกหก และเมื่อบารึมเห็นหนูในมือของฮันซอจุน ภาพในวัยเด็กตอนที่เขาไปทัศนศึกษาและโยนหนูไปในกรงงูก็ปรากฏขึ้น !!!

หรือว่าบารึมคือเด็กที่ใส่ชุดสีเหลืองคนนั้น แล้วไอ้ไซโคปาธตัวจริงมีอีกกี่คน แล้วมันคือใคร ?

EP.8 หนูที่แพร่พันธุ์อย่างรวดเร็ว

หลังจากจองบารึมเข้าพบนักล่าหัวฮันซอจุนในเรือนจำ เขาเชื่อว่าฮันซอจุนไม่เคยสอนใครเรื่องการผูกเงื่อนในรูปแบบนี้มาก่อน ถ้าเป็นไปตามนี้ เรื่องราวมันก็จะยิ่งซับซ้อนเข้าไปอีก เพราะถ้าคนฆ่าลูกสาวของเจ้าหน้าที่พัคดูซอกไม่ใช่ฮันซอจุน มันก็จะต้องมีผู้สมรู้ร่วมคิด ใคร ?

พีดีชเวนึกย้อนเหตุการณ์กลับไปเมื่อเธอยังเป็นเด็ก ในตอนนั้นฮันซอจุนเคยใช้เธอผูกเงื่อนเชือกกับเหยื่อคนหนึ่ง (หรือว่าพีดีชเวคือเด็กสาวคนนั้น ในฉากเปิดตัว EP.1 ที่ถูกฆาตกรใช้ให้เป็นนกต่อ !!?) … และเมื่อบารึมพบกับพีดีชเว เขาเกิดรู้สึกปวดใจขึ้นมาทันที ทำให้เขาสงสัยว่าก่อนหน้านี้เขาเคยชอบพีดีชเว หรือมีความสัมพันธ์แบบไหนต่อกันหรือเปล่า ?

ในขณะที่ โกมูจีและบารึมย้อนกลับไปสืบคดีการฆาตกรรมซงซูจอง เมื่อ 5 ธันวาคม 1994 และได้พบความจริงหนึ่งที่ชวนฉงน “ในคืนนั้นมีเด็กอายุประมาณสิบขวบนั่งอยู่ด้านหน้ารถของฮันซอจุน” เด็กคนนั้นคือใคร ในเมื่อตอนนั้นฮันซอจุนยังไม่มีลูก ?

การสืบสวนก็ดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ โดยส่วนใหญ่จะคืบหน้าด้วยสกิลอัจฉริยะของบารึม ที่แทบจะล่วงรู้พฤติกรรมทุกอย่างของไอ้ไซโคปาธ และบารึมก็จำบงอีได้ เขาจึงไปหาเธอที่บ้าน จากนั้นความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็เริ่มกลับมาเป็นเหมือนเดิม

วันหนึ่ง คนร้ายบุกไปที่บ้านบงอีหวังจะทำร้าย แต่บงอีก็ต่อสู้จนคนร้ายวิ่งหนีไป ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่บารึมมาพอดีจึงวิ่งไล่จับคนร้ายได้ และปรากฏว่าคนร้ายคนนั้นก็คือ อดีตเจ้าหน้าที่โอแจพิลนั่นเอง แจพิลอาการสาหัสและรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล แล้วอยู่ดี ๆ เขาก็ยอมรับออกมาเฉย ๆ ว่า เขาเป็นฆาตกรที่ลงมือฆ่าลูกสาวของพัคดูซอกและเหยื่อรายอื่น ๆ หลังจากนั้นทุกคนออกจากห้อง พีดีชเวถามแจพิลว่าทำไมต้องโกหกว่าเป็นฆาตกร ?

พีดีชเวไปแอบดูที่หน้าบ้านของพัคดูซอก ภรรยาของเขาจำสร้อยข้อมือที่เธอสวมได้ว่าเป็นของลูกสาวเธอ แต่พีดีชเวขับรถหนีไปเสียก่อน !!?

จากนั้นภรรยาของผู้กองพัคดูซอกตามไปฆ่าแจพิลที่โรงพยาบาล ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่มูจีต้องการฆ่าแจพิลอยู่แล้วเพื่อจะได้เข้าไปฆ่าฮันซอจุนในคุก เขาจึงออกหน้ารับผิดแทนว่าเป็นคนฆ่าแจพิล … ตำรวจใส่กุญแจและควบคุมตัวมูจีไป

แต่สิ่งที่คาใจบารึมก็คือ การที่ในหัวของเขากับพฤติกรรมมีความย้อนแย้งหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเหม็นกลิ่นของชองกุกจัง ทั้งที่เมื่อก่อนชอบกินมาก หรือสกิลการต่อสู้ที่ตอนนี้เขามี แถมยังแข็งแรงมาก เทียบกับเมื่อก่อนที่เป็นคนอ่อนแอ แม้แต่บงอีเขาก็ยังสู้ไม่ได้ หรือแม้แต่ความรู้ระดับอัจฉริยะเกี่ยวกับไซโคปาธ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้เป็นแค่ตำรวจสายตรวจธรรมดาคนหนึ่ง … เขาสงสัยว่าทำไมเขาถึงมีความทรงจำของซองโยฮันอยู่ในหัว

ด้วยความสงสัยบารึมจึงไปสอบถามกับหมอพัคมินจุน หมอที่ทำการผ่าตัดสมองให้กับเขา คุณหมอพัคบอกว่า “ก่อนหน้าที่เขาเข้ารับการผ่าตัด เขาศึกษาข้อมูลของซองโยฮันเป็นอย่างมาก อาการที่เกิดขึ้นนี้เป็นสิ่งที่เขาเอาเรื่องที่รับรู้กับเรื่องที่เขาประสบจริงมาผสมปนเปกัน ซึ่งเป็นอาการชั่วคราว เพราะในที่สุดก็จะแยกออกจากกัน”

ทีนี้เรื่องมันก็ไม่น่าจะมีอะไร แต่บงอีกลับบอกข้อมูลบางอย่างที่ทำให้บารึมถึงกับตกใจ บงอีบอกว่าหมอคนนี้ไม่ใช่คนที่ผ่าตัดเขา แต่เป็นหมอที่มีรอยแผลเป็นเป็นทางยาวบนใบหน้า เพราะเธอแอบได้ยินหมอคนนั้นคุยกันในวันที่เธอตั้งใจจะเข้าไปฆ่าซองโยฮัน และเมื่อบงอีได้เห็นรูปของฮันซอจุน เธอจึงบอกว่าเป็นคนที่ลงมือผ่าตัดเขาในคืนนั้น !

บารึมไปหาฮันซอจุนที่เรือนจำ เขาถามฮันซอจุนทำอะไรกับสมองของเขา ? “แกเอาสมองของซองโยฮันมาฝังไว้ในหัวของฉันใช่มั้ย !!?”

EP.9 สมองที่น่ารังเกียจ

สรุปแล้ว นักล่าหัวฮันซอจุนได้ผ่าตัดเอาสมองกลีบหน้าของซองโยฮันใส่เข้าไปในหัวของจองบารึม โดยผู้ที่อยู่เบื้องหลังคือ เลขานุการประจำทำเนียบประธานาธิบดี เพราะเธอต้องการทำเพื่อคะแนนนิยมในการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ใกล้จะมาถึง แม้ว่าเธอจะอ้างว่าสิ่งที่ทำไปก็เพื่อประชาชนที่ต้องการให้บารึมฟื้นขึ้นมาก็ตาม

ย้อนกลับไปก่อนหน้าที่ฮันซอจุนจะโดนจับ เขาได้ทำการทดลองปลูกถ่ายสมองหนูโดยส่วนตัวอย่างลับ ๆ ขณะเป็นหมอด้านประสาทวิทยาที่อเมริกา วันหนึ่งเขาได้รู้จักกับภารโรงคนหนึ่งชื่อ แดเนียล ซึ่งเป็นคนที่มีอัจฉริยภาพอย่างเหลือเชื่อ

ทั้งสองเก่งกาจในงานของตัวเอง แต่ฮันซอจุนจะเป็นไปในแนวสนอง need ของตัวเอง (เขาต้องการควบคุมสมองของสิ่งมีชีวิต เพราะมันทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองได้เป็นพระเจ้า) ส่วนแดเนียลมีความฝันที่ต้องการสังคมในอนาคตที่ไร้อาชญากรรม แต่ทว่า ความสำเร็จของแดเนียลทำให้ฮันซอจุนรู้สึกไม่พอใจ เขาจึงพบว่าการทดลองผ่าตัดสมองหนูและสัตว์อื่น ๆ ไม่เพียงพออีกต่อไป เขาต้องทดลองปลูกถ่ายกับสมองคนจริง ๆ นั่นเป็นที่มาของการฆาตกรรมเหยื่อ 20 ราย สุดท้ายก็มาพลาดท่าถูกหนูน้อยโกมูจีจับได้

สรุปง่าย ๆ ก็คือ ฮันซอจุนมีสามารถในการผ่าตัดสมองกลีบหน้าของอีกคนมาใส่อีกคนได้ เพื่อเป็นเหตุผลรองรับกการที่บารึมมีสมองซองโยฮันอยู่ในหัวของเขา

ระหว่างนั้น เราก็ได้รู้อีกว่าคนที่ยื่นคำร้องขอให้ผ่อนผันโทษประหารฮันซอจุนก็คือ บาทหลวงโกมูวอนนั่นเอง

ทีนี้ บารึมก็สืบเรื่องการฆ่าอดีตเจ้าหน้าที่แจพิลที่โรงพยาบาล แล้วก็พบว่าโกมูจีไม่ได้เป็นคนลงมือ ต่อมาจึงได้ถูกปล่อยตัว … แล้วเราก็ได้รู้อีกว่าศพที่หลายคนคิดว่าเป็นพัคฮยอนซูที่ถูกฝัง กลายเป็นเพื่อนของเธอ

ต่อจากนั้นเรื่องราวมันซับซ้อนเข้าไปอีก เพราะแท้จริงแล้วพีดีชเวก็คือพัคฮยอนซู ลูกสาวของเจ้าหน้าที่พัคดูซอก ซึ่งทุกคนเชื่อว่าเธอตายไปแล้ว !!!

คำถามคือ ทำไมพัคฮยอนซูต้องปิดบังตัวตน แล้วหนีจากพ่อแม่ที่คิดว่าเธอตายไปแล้วจากฝีมือของฮันซอจุน แล้วกลายมาเป็นพีดีชเว ทำไม !!?

เมื่อบารึมรู้ว่าโกมูจีขอมอบตัวคดีฆาตกรรมอูแจพิล เขาจึงไปตรวจสอบกล้องวงจรปิดในโรงพยาบาลที่เกิดเหตุและพบว่าฆาตกรที่แท้จริงนั้นก็คือจองมันโฮหนึ่งในอาสาสมัครคนสนิทของแจพิลนั่นเอง เพราะแจพิลคือคนที่ฆ่าลูกสาวของเขา ผู้กองพัคดูซอกเข้าใจผิดมานานว่าหลุมศพของลูกสาวจองมันโฮคือหลุมศพของพัคฮยอนซู ต่อมาโกมูจีจึงได้รับการปล่อยตัว

แม้การมีสมองของไซโคปาธอย่างซองโยฮันอยู่ในหัว จะช่วยให้บารึมมีสกิลการสืบคดีระดับเทพ แต่ทว่าผลข้างเคียงของมันกลับร้ายเกินคาดคิด ความคิดความรู้สึกของซองโยฮันเริ่มกลืนกินตัวตนของบารึมทีละนิด ๆ

วันหนึ่ง บารึมรู้สึกเหมือนโดนตัวตนของซองโยฮันครอบงำมากขึ้น เขาเกิดรู้สึกรำคาญเสียงแมวที่ตัวเองเลี้ยงเอาไว้จนแทบทนไม่ได้ จังหวะนั้น มูจีที่อยู่ในสภาพที่เมามายแทบไม่มีสติก็มาหาเขาพอดี มูจีพูดจาดูถูกใส่บารึม ทันใดนั้นเองความเกรี้ยวกราดแล้วเหี้ยมโหดก็เข้าครอบงำ บารึมรัวหมัดใส่มูจีไม่ยั้ง จากนั้นก็บีบคอมูจีจนสลบไป แล้วบารึมก็ใช้ก้อนหินทุบมูจีจนเลือดสาด ในขณะที่บงอีได้แต่ยืนมองดูเหตุการณ์อยู่ด้านนอกด้วยความตกใจ !!!

EP.10 สมองส่วนดี vs สมองส่วนร้าย

สมองกลีบหน้าของซองโยฮันในหัวของจองบารึมเริ่มมีอิทธิพลกับเขามากขึ้น จนเกือบฆ่าโกมูจีที่มาหาเขาที่บ้านด้วยความเมามาย แต่เดชะบุญ ที่บงอีมาเห็นเหตุการณ์และเข้ามาห้ามเอาไว้

ในหัวของบารึมตอนที่บีบคอแล้วเอาหินทุบมูจี ตอนนั้นเหมือนมีเสียงคนสองคนพูดอยู่ในหัว คนหนึ่งบอก “ให้ฆ่า” อีกคนหนึ่งบอกว่า “อย่าทำ” แน่นอนว่าเสียงที่สั่งให้ฆ่ามาจากสมองกลีบหน้าของซองโยฮัน

เช้าวันถัดมา มูจีสร่างเมาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกเจ็บที่คอ แต่จำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนไม่ได้ เขาจำได้เพียงคับคล้ายคับคลาว่ามาหาบารึมที่บ้าน จากนั้นก็ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น เขาจึงถามบารึมว่าเมื่อคืนเขาได้ทำอะไรรุนแรงหรือเปล่า ? แต่บารึมก็ปฏิเสธ เป็นเพียงแต่บอกว่าด้วยความที่มูจีเมา จึงมีกระทบกระทั่งกันบ้างด้วยความไม่ตั้งใจ ส่วนมือของเขาที่บาดเจ็บก็เกิดจากอุบัติเหตุประตูหนีบ

เมื่อมูจีกลับไป บารึมจึงมองไปที่ก้อนหินเปื้อนเลือด แล้วเขาก็นึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน

จากนั้น ด้วยความคับข้องใจ บารึมจึงไปหาฮันซอจุนเพื่อถามถึงสาเหตุ ฆาตกรเจ้าของฉายานักล่าหัวกล่าวว่า “การปลูกถ่ายสมองกลีบหน้าของไซโคปาธ ในคนที่มีจิตใจอ่อนโยน ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น เพราะคุณ (บารึม) เป็นคนแรกของโลกที่ได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายสมองกลีบหน้า ผมได้แต่หวังว่าคุณจะไม่ถูกสมองซองโยฮันเข้าครอบงำนะ”

เพื่อคลายข้อสงสัย บารึมจึงเดินทางไปพบแพทย์ขอรับคำปรึกษา ได้ความว่า “มีหลายเคสที่ผู้รับการปลูกถ่าย เชื่อว่าตัวเองได้รับบุคลิกภาพและนิสัยของผู้บริจาค” (พูดง่าย ๆ ก็คือ เป็นเพียงความรู้สึก แต่จะไม่มีผลทางกายภาพ)

บารึมไปที่โบสถ์เพื่ออธิษฐานขอพรจากพระผู้สร้าง ให้ช่วยเขาไม่ให้เปลี่ยนเป็นไซโคปาธ และขอให้พระผู้สร้างปกป้องเขาจากสิ่งชั่วร้าย

ด้านบงอีเมื่อรุ้ว่าคังด็อกซูออกจากคุกมาแล้วก็เกิดความกังวล เพราะเธอเชื่อว่ามันต้องกลับมาทำร้ายเธออีกอย่างแน่นอน

ทีนี้ บารึมกับมูจีก็เริ่มสืบสวนคดีต่อ ด้วยหลักฐานหลายอย่าง โดยเฉพาะกลิ่นมิ้นต์และมือข้างถนัดของฆาตกร ไม่ตรงกับซองโยฮัน ทำให้ตอนนี้บารึมเชื่อแล้วว่า ซองโยฮันไม่ใช่ฆาตกร !!? แล้วเขาพร้อมจะพิสูจน์ว่าสมองที่อยู่ในตัวเขาไม่ใช่ฆาตกร แต่มันคือ อูฮยองชอล

เรื่องราวดำเนินไป อูฮยองชอลเผชิญหน้ากับบารึม เขายอมรับออกมาว่าเป็นคนลงมือฆ่าย่าของบงอี ก่อนที่จะวิ่งหนีไป ในขณะที่บารึมวิ่งตามไป และใช้สกิลการต่อสู้อันสุดยอดของสมองซองโยฮัน … บารึมบีบคออูฮยองชอล พร้อมกับพูออกมาว่า “กูจะฆ่ามึง !!!”

EP.11 สมองส่วนเย็บปักถักร้อย

หลังจากจองบารึมเผชิญหน้ากับอูฮยองซอล และได้ใช้สกิลการต่อสู้อันสุดยอดจากสมองกลีบหน้าของซองโยฮัน บารึมบีบคออูฮยองซอลพร้อมกับเสียงที่ดังออกมาว่า “กูจะฆ่ามึง !” ทันใดนั้นเอง ภาพหลอนของซองโยฮันก็ปรากฏขึ้นพร้อมกับคำพูดท้าทาย “ตื่นเต้นดีใช่มั้ยล่ะ ที่ได้รู้สึกถึงการฆ่าคน”

บารึมกลับมาที่บ้านด้วยความคิดในหัวที่สับสนเป็นอย่างมาก เขาพูดกับตัวเองว่า “ฉันไม่ได้ตั้งใจฆ่า มันเป็นแค่การป้องกันตัวเท่านั้น” ในขณะที่เสียงของซองโยฮันกลับพูดว่า “ยอมรับมาดี ๆ เถอะว่ารู้สึกตื่นเต้นและสนุกกับช่วงเวลานั้น”

ในที่สุดบารึมก็เดินทางไปที่สถานีตำรวจเพื่อเข้ามอบตัว เขากล่าวกับเจ้าหน้าที่สืบสวนว่า “ผมฆ่าอูฮยองซอล” ตำรวจรีบรุดไปยังที่เกิดเหตุ แต่ปรากฏว่าไม่พบร่องรอยอะไรเลย ไม่มีคราบเลือด ไม่มีร่องรอยการฆาตกรรม !!? บารึมงงหนักมากกับสิ่งที่เกิดขึ้น ตอนนี้เขาไม่รู้แล้วว่าอะไรคือภาพจริง อะไรคือภาพหลอน !

จากนั้น บารึมถูกโปรโมตให้ขึ้นเป็นเจ้าหน้าที่ทีมเก็บหลักฐานของสถานีตำรวจมูจินบุกกู อย่างไรตาม ภาพการตายของอูฮยองซอลยังคงฝังอยู่ในหัวของบารึมไม่เสื่อมคลาย ทำให้เขากลับไปยังสถานที่เกิดเหตุอีกครั้ง ซึ่งดูเหมือนว่าเขาพบร่องรอยการอำพรางศพ ทำให้บารึมแน่ใจแล้วว่ามันไม่ใช่ภาพหลอน !

แต่สิ่งที่น่าตกตะลึงยิ่งกว่าคือ ศาสตราจารย์แดเนียลอียังไม่ตาย ! เขาเผยตัวต่อหน้าบารึมพร้อมกับไขปริศนาว่า แท้จริงแล้วเขานี่แหละที่เป็นคนเคลียร์สถานที่เกิดเหตุ แล้วนำศพอูฮยองซอลไปอำพราง ศาสตราจารย์แดเนียลอีกล่าวว่า “ดูเหมือนว่าตอนนี้ สมองของซองโยฮันจะมีอิทธิพลครอบงำความคิดความรู้สึกของคุณมากขึ้น และการฆ่าอูฮยองซอลเป็นเหมือนการเปิดสวิตช์สัญชาตญาณนักล่ามนุษย์เข้าให้แล้ว” แดเนียลอีพูดต่อ “ทางแก้คือต้องปลุกให้สัญชาตญาณฝั่งดีทำงาน” (สมองส่วนเย็บปักถักร้อย)

คำเตือนของแดเนียลอีหนักแน่นจนน่าตกใจ “ถ้าคุณไม่ทำตามคำแนะนำที่ผมบอก คุณจะฆ่าคนในครอบครัวของคุณ และสุดท้ายก็คนที่คุณรักมากที่สุด”

แน่นอน สิ่งที่เกิดขึ้นหนักหนาและยากเย็นสำหรับบารึม แต่เมื่อเขามองไปที่บงอีซึ่งกำลังหลับอยู่ เขาก็เริ่มคิดถึงเรื่องต่าง ๆ บารึมตัดสินใจต่อสู้กับสมองของซองโยฮันด้วยตัวของเขาเอง เพราะเขาเชื่อมั่นว่าสมองส่วนดีจะสามารถเอาชนะเศษสมองกลีบหน้าของซองโยฮันได้

ระหว่างนั้น มูจีก็ไปอัดคังด็อกซูซะน่วมจนตัวเองโดนจับข้อหาทำร้ายร่างกาย เพราะเชื่อว่าคังด็อกซูวางแผนที่จะทำร้ายบงอี ซึ่งมันเป็นช่วงเวลาที่เกาหลีกำลังจะเกิดพายุฝนตกหนักขึ้นมาพอดี บงอีที่ในมือถือเครื่องช็อตไฟฟ้าจึงนึกถึงคำพูดของคังด็อกซูที่เคยพูดเอาไว้ว่า “รอก่อนนะ ฉันจะมาหาเธอตอนฝนตก”

กระทั่งคืนหนึ่งคืนที่ฝนตกหนัก สิ่งที่บงอีคิดเอาไว้ก็เป็นจริง แต่คนที่โดนทำร้ายไม่ใช่เธอหากแต่เป็นหนูน้อยยูนา แต่ก่อนที่คังด็อกซูจะทำสำเร็จ บงอีก็เข้ามาขัดขวางคังด็อกซู ทำให้ทั้งสองเกิดการต่อสู้กันอย่างดุเดือด บงอีโดนทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส ทันใดนั้นเอง ภาพก็เผยออกมาว่าคนที่ทำร้ายบงอีโดยการใช้โซ่ตรวนคือ บารึม !!?

แล้วภาพก็ย้อนกลับไปที่คำพูดของแดเนียลอี สุดท้ายแล้วคุณจะฆ่าคนที่คุณรักมากที่สุด !!!

หมายเหตุ : ซีรีส์ทำให้เชื่อว่าบารึมทำร้ายบงอี แต่เรายังไม่เห็นภาพที่ชัดเจนว่าหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น ต้องติดตามตอนต่อไป …

EP.12 สังหารอย่างโหดเหี้ยม

จองบารึมไม่ได้ฆ่าเด็กน้อย !

ก่อนที่บารึมจะเอากุญแจเลื่อนทุบหัวเด็กน้อยฮุนซอก แมวตัวหนึ่งก็เข้ามาข่วนที่หลังมือของบารึมเป็นรอยยาว เขาเลยจัดการเอาเอากุญแจเลื่อนทุบหัวมัน ระหว่างนั้นเองข่าวในทีวีก็รายงานเรื่องของแม่คังด็อกซู สุดท้ายเขาจึงรู้ว่าแท้จริงแล้วเธอต้องการวางยาคังด็อกซู เพื่อหยุดอาชญากรรมที่ลูกของเธอกำลังจะก่อ บารึมจึงนึกถึงบงอีขึ้นมา

จากนั้น บารึมได้ตามบงอีไปและพบเธอถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสแทบสิ้นสติ เขาได้จัดการฆ่าคังด็อกซู อาชญากรผู้กระทำผิดทางเพศทิ้งอย่างโหดเหี้ยมไร้ความปรานี แม้ว่าคังด็อกซูจะอ้อนวอนขอชีวิตก็ตาม … เมื่อตอนที่คังด็อกซูถูกตำรวจจับ เขาปฏิเสธว่าไม่ได้ทำการล่วงละเมิดเด็กสาว เขาพูดว่าถ้าเขาทำเรื่องชั่วแบบนั้นก็ให้ตัด “อวัยวะแสดงความเป็นชาย” ของเขาได้เลย บารึมจึงจัดการตัดให้ !!!

บารึมใช้โซ่ลากร่างของคังด็อกซูเอาไปไว้ที่ใต้สะพาน ที่เดียวกับเหยื่อเมื่อ 12 ปีก่อน

เมื่อเหตุการณ์สังหารโหดจบไป บารึมรู้สึกสำนึกผิดกับสิ่งเขาทำ เขานึกถึงคำพูดของศาสตราจารย์แดเนียลอีก่อนหน้านี้ บารึมยอมรับว่า “ผมเชื่อแล้วที่คุณเคยพูดว่า ‘ถ้าไม่ได้รับการรักษาคุณจะฆ่าครอบครัวและคนที่คุณรัก’ ได้โปรดช่วยผมด้วย”

แดเนียลอีบอกว่า ตอนแรกเมื่อได้ฆ่ามันจะทำให้รู้สึกเติมเต็ม เหมือนร่างกายได้ชาร์จแบตจนเต็ม ความสุขความสดชื่นจะพรั่งพรู แต่เมื่อกลับสู่ภาวะปกติ มันจะทำให้รู้สึกเจ็บปวดเป็นอย่างมาก และรู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำลงไป

ต่อมา โกมูจีประหลาดใจมากที่ได้เห็นสภาพศพของคังด็อกซูที่ถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยม “อวัยวะส่วนสำคัญของผู้ชายโดนตัดทิ้ง” มันเหมือนกับวิธีการฆ่าของซองโยฮัน นี่แหละที่ทำให้เขาแปลกใจ ไอ้ไซโคปาธโผล่มาอีกแล้ว ?

คดีฆาตกรรมคังด็อกซูเป็นที่สนใจของประชาชนอย่างมาก ถึงขนาดมีการเรียกร้องให้ตำรวจหยุดการสืบสวนคดีนี้ เพราะมองว่าฆาตกรที่ฆ่าคนชั่วช้าอย่างคังด็อกซูเป็นฮีโร่

ณ จุดนี้ ความตึงเครียดกลับมาอีกครั้ง มูจีพูดกับบารึมว่า “ฉันต้องจับฆาตกรที่ฆ่าคังด็อกซูให้ได้ เพราะดูเหมือนจะมีคนพยายามทำตัวเป็น (พวกแอนตี้) ฮีโร่ แต่มันเป็นไอ้ไซโคปาธแบบเดียวกับซองโยฮัน”

ด้วยความที่เป็นคดีดัง ประธานาธิบดีจึงตัดสินใจเดินทางมาฟังบรรยายสรุปคดีฆาตกรรมของตำรวจด้วยตัวเอง ซึ่งในบรรยายระบุว่า “คดีนี้ไม่ใช่คดีฆาตกรรมทั่วไป บาดแผลของคังด็อกซูเหมือนกับเหยื่อเมื่อ 12 ปีก่อน อวัยวะเพศถูกตัดในขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่ แสดงให้เห็นว่าผู้ลงมือสนุกกับการฆ่า และจากหลักฐานทำให้ชี้ได้ว่าผู้ลงมือไม่ได้ฆ่าเพราะความแค้น อย่างไรก็ตาม บงอี ซึ่งตกเป็นผู้ต้องสงสัยก็ไม่น่าใช่คนที่ลงมือสังหาร เธอเพียงแค่เข้ามาช่วยหนูน้อยยูนาเท่านั้น คนที่ลงมือฆ่าต้องเป็นผู้ชายที่แข็งแรงมาก”

มูจีและบารึมไปสอบปากคำหนูน้อยยูนาเพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติม หนูน้อยยูนาเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนวันนั้น จนมาถึงตอนสำคัญ … หนูน้อยยูนาเหมือนจะรู้ว่าคนที่ฆ่าคังด็อกซูคือบารึม เธอเลยแกล้งบอกมูจีว่าจำอะไรไม่ได้ และแกล้งบอกว่าง่วงนอน (หนูน้อยยูนาเชื่อว่าคนคนนั้นไม่ได้ตั้งใจทำร้ายเธอ แต่มาช่วยเธอกับบงอี และฆ่าคนชั่วอย่างคังด็อกซู … และเธอรู้ว่าคนคนนั้นคือบารึม เพราะมือของบารึมมีรอยโดนแมวข่วนเหมือนกัน)

ทำไปทำมา บงอีกลายเป็นผู้ต้องสงสัยเบอร์หนึ่งที่เป็นฆาตกรฆ่าคังด็อกซู ในขณะที่ตำรวจกำลังเชื่อมโยงหลักฐานต่าง ๆ ไปหาบงอี ซึ่งที่แปลกประหลาดก็คือ เธอไม่เอ่ยปากปฏิเสธออกมาว่าเธอไม่ได้ทำ

บารึมได้แต่ถามตัวเองว่าทำไมบงอีถึงไม่เอ่ยปากปฏิเสธ ? แท้จริงแล้ว ในคืนเกิดเหตุบงอีพบธนบัตรที่เธอเคยให้มูจีเพื่อเป็นค่าจ้างฆ่าคังด็อกซูเมื่อตอนเด็ก ทำให้บงอีเชื่อว่าคนที่ฆ่าคังด็อกซูคือมูจี เธอไม่เอ่ยปากปฏิเสธเพราะต้องการช่วยเขา แต่แท้จริงแล้วบารึมเป็นคนเอาธนบัตรใบนั้นมาจากห้องเก็บหลักฐาน เพื่อเป็นค่าจ้างในการลงมือฆ่าคังด็อกซู แต่เขาเกิดทำตกเอาไว้ในที่เกิดเหตุ ทำให้บงอีเชื่อว่ามูจีเป็นคนฆ่าคังด็อกซู

ตลอดเวลา บารึมเครียดจัดจากการสืบสวนคดีนี้ที่ทำอย่างละเอียด เพราะมีคำสั่งโดยตรงมาจากประธานาธิบดี เรื่องราวดำเนินไปด้วยความตึงเครียด …

ทีนี้ ต่อมามูจีได้พบกับอาวุธที่ใช้สังหารคังด็อกซู ซึ่งเมื่อผลตรวจดีเอ็นเอออกมาทำให้เขาถึงกับตกใจ และมูจีกับบารึมก็เผชิญหน้ากัน มูจีกล่าวว่า “ผลตรวจดีเอ็นเอออกมาแล้ว จะให้ฉันทำยังไงดี ?”

หรือผลตรวจดีเอ็นเอที่พบในอาวุธที่ใช้สังหารจะเป็นของบารึม !!?

EP.13 หลักฐานที่ชี้นำไปสู่ทางตัน

ตอนที่แล้ว หลังจากบารึมชี้เบาะแสทำให้ตำรวจหันเหความสงสัยไปที่บงอี จนเธอโดนจับฐานเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรมคังด็อกซู เพราะบารึมต้องการขัดขวางไม่ให้บงอีไปเจอกับหนูน้อยยูนา เนื่องจากเกรงว่าหนูน้อยยูนาจะบอกความจริงเรื่องที่เขาเป็นคนฆ่าคังด็อกซู ซึ่งต่อมาบงอีได้รับการปล่อยตัว เพราะมูจีพบอาวุธสังหารที่ฆาตกรใช้ และดีเอ็นเอที่ตรวจพบก็ไม่ใช่ของบงอี

ดีเอ็นเอที่พบในมีดที่เป็นอาวุธสังหาร เป็นดีเอ็นเอของนักโทษที่ตอนนี้ติดคุกอยู่ !

ความจริงแล้ว เรื่องทั้งหมดเป็นแผนที่บารึมวางเอาไว้ทั้งหมด เริ่มต้นจากเขาได้เอาของบางอย่างในห้องเก็บหลักฐานออกมา จากนั้นก็แกล้งทำเป็นทิ้งมีดที่ปนเปื้อนดีเอ็นเอของนักโทษ (อีแจชิก) เอาไว้ให้หาพบ แล้วสุดท้ายบงอีก็จะได้รับการปล่อยตัว ทั้งหมดเป็นเกมกลที่บารึมวางเอาไว้ แต่คนที่ปวดหัวที่สุดในตอนนี้คือมูจี ที่หลักฐานสำคัญนำไปสู่ทางตัน

แต่หลักฐานที่นำไปสู่ทางตันชิ้นนี้ ได้ทำให้มูจีเกิดเคลือบแคลงสงสัยในตัวบารึมขึ้นมา !

ต่อมาเราก็ได้รู้ว่า เมื่อหนูน้อยยูนาเผยความจริงกับบารึมเรื่องที่เธอรู้ว่าเขาคือคนที่ฆ่าคังด็อกซู แล้วบารึมก็ถือก้อนอิฐขนาดใหญ่หมายที่จะสังหารหนูน้อยเพื่อปิดปาก แต่เขาเกิดเปลี่ยนใจกลางคัน เมื่อได้ยินคำขอบคุณ “ถ้าไม่ได้คุณลุงช่วยหนู ตอนนี้หนูคงตายไปแล้ว ขอบคุณคุณลุงมากค่ะ”

บารึมพบกับแดเนียลอี และได้เล่าเรื่องที่เขาเกือบฆ่าหนูน้อยยูนาให้ฟัง ซึ่งศาสตราจารย์ด้านพันธุศาสตร์ได้อธิบายว่า “ตอนนี้สมองส่วนดี (สมองส่วนเย็บปักถักร้อย) กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อต่อสู้กับสมองกลีบหน้า ซึ่งมีสัญชาตญาณนักล่ามนุษย์ ซึ่งการฆ่าคังด็อกซู ทำให้มันอ่อนกำลังลง”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อยู่นอกเหนือการวางแผนเอาไว้ก็เกิดขึ้นอีก เมื่อจู่ ๆ ก็มีคลิปที่บันทึกจากกล้องติดจักรยานโผล่ขึ้นมา บารึมจึงรีบไปจัดการทำลายหลักฐาน ทีนี้มันยังไม่จบ เมื่อพีดีชเวเกิดได้คลิปมาก่อนหน้านั้นแล้ว เมื่อเธอเปิดดูก็ถึงกับตกใจ เพราะคนที่ปรากฏในคลิปช่วงเวลาวันเกิดเหตุก็คือ บารึม !!!

ต่อมามูจีจึงไปหาอีแจชิก นักโทษคดีล่วงละเมิดทางเพศลูกเลี้ยง ซึ่งเป็นเจ้าของดีเอ็นเอที่พบในอาวุธที่ใช้สังหารคังด็อกซู ทำให้ได้รู้ว่าทั้งสองเป็นเพื่อนร่วมห้องขังเดียวกัน

ณ จุดนี้เรื่องราวขิงอีแจชิกมันจะซับซ้อนนิดหน่อย แต่สรุปว่าเมื่อสืบไปสืบมาปรากฏว่า อีแจชิกเป็นฆาตกรต่อเนื่อง และเขาได้รับการปล่อยตัวออกมาในช่วงเวลานั้นพอดี บารึมเลยวางแผนไปจับตัวอีแจชิกหมายสังหาร (บารึมกลายเป็นแอนตี้ฮีโร่อย่างเต็มตัวแล้ว ?)

ระหว่างนั้น พีดีชเวได้ชวนให้บงอีมาร่วมงานในการทำรายการเชอร์ล็อกฮงจู เรื่องดำเนินไปจนกระทั่งบงอีเกิดได้ไปเห็นคลิปที่บันทึกจากจักรยานคลิปนั้น และเธอก็ถึงกับช็อกแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเมื่อได้เห็นบารึมในคลิป !!?

“โอปป้าเป็นคนฆ่ามัน ?”

EP.14

ออกอากาศ 21 เมษายน 2021