สรุปเนื้อเรื่องซีรีส์ Hometown Cha-Cha-Cha (2021) โฮมทาวน์ ชะชะช่า

สรุปเนื้อเรื่องซีรีส์ Hometown Cha-Cha-Cha (2021) โฮมทาวน์ ชะชะช่า

สปอยล์ซีรีส์ Hometown Cha-Cha-Cha : ทันตแพทย์สาวมาเปิดคลินิกในชุมชนชายทะเลอันอบอุ่น และได้พบชายหนุ่มที่มีนิสัยตรงข้ามกันทุกอย่าง …

คะแนน 7/10 เรตติ้งเฉลี่ย 9.5
สนุกไหม ? เป็นซีรีส์ที่ดีมาก ๆ ดูแล้วฟีลกู๊ดมาก ๆ ทั้งบททั้งการถ่ายทำ ภาพสวยมาก การแสดงของตัวหลักตัวรองมีเสน่ห์ ในส่วนชินมินอากับคิมซอนโฮนั้นบอกเลยว่าเวรี่กู๊ด

ทันตแพทย์หญิงยุนฮเยจิน ทำงานอยู่ที่คลินิกแห่งหนึ่ง แต่ด้วยความที่เธอเป็นหมอประเภทรักษาคนไข้ตามอาการ จึงทำให้มีแนวทางการรักษาที่ขัดกับนโยบายของผู้อำนวยการคลินิกที่เธอทำงานอยู่ ที่ต้องการให้รักษาคนไข้แบบแอดวานซ์ ซึ่งหมายความว่าคลินิกจะมีรายได้จากคนไข้มากขึ้น

ทีนี้เมื่อถึงจุดจุดหนึ่ง ผู้อำนวยการได้เข้าไปแทรกแซงการทำงานของฮเยจิน ด้วยการดึงคนไข้ของเธอไปทำเอง เมื่อฮเยจินรู้ก็เกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมากถึงขั้นมีปากมีเสียงกัน และสุดท้ายเธอก็ลาออก แต่ด้วยความที่เป็นคนปากร้าย ทำให้การลาออกครั้งนี้ฮเยจินได้ทิ้งคำพูดแย่ ๆ ไว้ให้กับผู้อำนวยการ กลายเป็นความบาดหมางขั้นรุนแรง ไม่เท่านั้น ด้วยความโกรธเธอยังได้เอาเรื่องราวต่าง ๆ ไปแฉในชุมชนออนไลน์ของหมอและพยาบาล ปัญหาก็คือ ชื่อของหมอฮเยจินกลายเป็นชื่อที่ไม่มีคลินิกไหนต้องการรับเข้าทำงาน

เมื่อไม่มีงานก็ไม่มีเงิน ไหนจะค่าบัตรเครดิตที่ตามมาทวงยิก ๆ ฮเยจินจึงพยายามร่อนใบสมัครงานไปตามคลินิกและสถานพยาบาลต่าง ๆ แต่ก็ไม่มีใครรับ ด้วยเหตุผลเรื่องพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมที่เธอก่อเอาไว้นั่นแหละ เอาล่ะสิ ค่าบัตรเครดิตก็มา งานก็ไม่มี จังหวะนั้นเองเสียงเตือนจากโทรศัพท์ก็ดังขึ้น “วันเกิดของแม่”

วันนี้ 23 มีนาคม เป็นวันเกิดของแม่ ฮเยจินขับรถเก๋งนำเข้ายี่ห้ออาวดี้มุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านเล็ก ๆ ริมทะเลอันห่างไกลที่มีชื่อว่า หมู่บ้านกงจิน ตั้งอยู่ที่เมืองซองโฮ

ฮเยจินถอดรองเท้าเบรนด์เนมรุ่นลิมิเต็ดอีดิชันที่เพิ่งใส่เป็นครั้งแรกเอาไว้บนชายหาด ก่อนจะเดินด้วยเท้าอันเปลือยเปล่า ทอดอารมณ์คิดถึงช่วงเวลาในวัยเด็กที่มีความสุขกับแม่ที่ชายหาดแห่งนี้ เป็นเพียงแต่เธอไม่รู้เลยว่า วันนี้จะเป็นวันที่เธอต้องเจอกับเหตุการณ์อันแปลกประหลาดที่จะเปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล …

รองเท้ารุ่นลิมิเต็ดอันตรธานหายไปจากที่มันเคยอยู่ ฮเยจินตกใจเป็นอย่างมาก จังหวะเดียวกันนั้น ฮงดูชิก หรือที่คนในละแวกนั้นเรียกเขาว่าหัวหน้าฮง ได้ถือรองเท้าข้างหนึ่งของฮเยจินขึ้นมาจากน้ำทะเลยื่นให้เธอ พร้อมกับโวยวายออกมาชุดใหญ่ว่ารองเท้าข้างนี้เกือบทำให้เขาได้รับอันตรายขณะเล่นเซิร์ฟบอร์ด !

ฮเยจินกล่าวขอโทษดูชิก และพยายามร้องขอให้เขาลงน้ำไปหารองเท้าอีกข้างให้เธอ เพราะมันเป็นรองเท้ารุ่นพิเศษที่เธอเพิ่งใส่เป็นครั้งแรก แต่ความช่วยเหลือจากดูชิกกลับเป็น “อีแตะหน้าห้องน้ำ” เพื่อให้ฮเยจินไม่ต้องเดินเท้าเปล่ากลับไปที่รถ ฮเยจินเดินถือรองเท้าราคาแพงระยับที่ตอนนี้เหลืออยู่ข้างเดียว ด้วยสีหน้ายอมรับความซวยที่เกิดขึ้น

เมื่อฮเยจินกลับมาที่รถ เรื่องที่ไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้นอีกครั้ง รถสตาร์ทไม่ติด !

ฮเยจินเซ็งกับความโชคร้ายที่เกิดขึ้น และเมื่อจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทร. หาช่างซ่อมรถ สัญญาณโทรศัพท์กลับไม่มีขึ้นมาซะอย่างนั้น ระหว่างที่ฮเยจินพยายามเดินหาสัญญาณโทรศัพท์ไปทั่ว อาการ “ข้าศึกบุกโจมตี” ก็เกิดขึ้นมาอย่างกะทันหัน ฮเยจินจึงรีบวิ่งเข้าไปในคาเฟ่แห่งเพื่อขอเข้าห้องน้ำ ซึ่งเธอก็สั่งกาแฟมาหนึ่งแก้วเป็นมารยาท

หลังจากปลดทุกข์เสร็จเรียบร้อย ฮเยจินก็ยื่นบัตรเครดิตเพื่อจ่ายค่ากาแฟมูลค่า 4 พันวอน (ประมาณ 112 บาท) แต่ปรากฏว่าบัตรเครดิตรูดไม่ผ่าน เงินสดก็ไม่มี จะไปกดเงินจากตู้เอทีเอ็ม ตู้ก็ดันกดไม่ได้อีก ส่วนเจ้าของร้านก็ดันเป็นคนขี้ตืดจะให้เธอจ่ายค่ากาแฟให้ได้ ระหว่างนั้นก็มีข่าวทางทีวีรายงานว่า เกิดเหตุไฟไหม้ที่ฮันกุกเทเลคอม จึงทำให้สัญญาณโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตถูกตัด

ทันใดนั้นเอง ดูชิกก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ฮเยจินพยายามขอยืมเงินดูชิก แต่แทนที่จะให้ยืมเงิน เขากลับพาเธอไปที่สะพานปลา เพื่อทำงานควักไส้ปลาหมึก แหม่ คุณหมอฮเยจินต้องมาควักไส้ปลาหมึกซะงั้น เมื่อมันไม่มีทางเลือกคุณหมอก็ต้องยอมทำ

หลังจากทำงานไป 4 ชั่วโมง ฮเยจินได้เงินมา 3 หมื่นกว่าวอน ตามอัตราค่าแรงขั้นต่ำ เธอจึงไปจ่ายค่ากาแฟ และใช้เงินที่เหลือเป็นค่ากินและค่าที่พักสำหรับคืนนี้

ระหว่างนั้น เมื่อชาวบ้านในหมู่บ้านรู้ว่าฮเยจินเป็นหมอฟัน จึงแนะนำให้เธอมาเปิดคลินิกทันตกรรมที่นี่ ตอนแรกฮเยจินก็ไม่ได้สนใจอะไร ได้แต่คิดในใจว่า “ใครเขาจะมาเปิดคลินิกที่หมู่บ้านเล็ก ๆ ห่างไกลความเจริญแบบนี้กัน”

รุ่งเช้าอีกวัน ทุกอย่างกลับเข้าสู่สถานะปรกติ ฮเยจินโทร. ให้ช่างมาซ่อมรถให้เรียบร้อย เธอกำลังขับรถกลับกรุงโซลอย่างสบายใจ แต่ระหว่างทาง ผอ. คลินิกที่ทำงานเก่าดันโทร. มาแล้วพูดจายั่วโมโหฮเยจิน …

“ดูเหมือนว่าเธอขุดหลุมฝังตัวเองไปเรียบร้อยแล้วนะ ใครจะจ้างเธอล่ะ เพราะอย่างนั้นฉันจึงมีข้อเสนอมาให้เพราะสงสาร มาหาฉันแล้วคุกเข่าขอร้องสิ แล้วฉันจะยอมให้เธอกลับเข้ามาทำงานอีกครั้ง”
ฮเยจินหัวร้อนขึ้นมาทันที “คุกเข่าเหรอ คิดว่าฉันบ้าหรือไงที่จะกลับไปทำงานกับคุณ คิดว่าฉันต้องเป็นลูกจ้างไปตลอดหรือไง ฉันจะเปิดคลินิกเอง”

หลังจากกดปุ่มวางสาย ฮเยจินเหยียบเบรกรถ Audi A5 ของเธอแล้วหักพวงมาลัยรถกลับไปที่กงจินทันที ฮเยจินกลับไปหาเจ้าของร้านปลาดิบที่แนะนำให้เธอเปิดคลินิกทันตกรรม เธอจึงได้พาไปหานายหน้าอสังหาฯ เพื่อติดต่อเรื่องเช่าที่

และเมื่อฮเยจินไปพบนายหน้าที่ได้รับการแนะนำก็ถึงกับแปลกใจ เมื่อนายหน้าอสังหาฯ คนนั้นก็คือ ดูชิก !

การตัดสินใจมาเปิดคลินิกทันตกรรมที่กงจินของฮเยจิน ทำเอาชาวบ้านแตกตื่นกันยกใหญ่ ส่วนหนึ่งก็เพราะแปลกใจที่ว่าทำไมคนสวยเมืองกรุงอย่างเธอ ถึงได้ตัดสินใจมาเปิดคลินิกที่หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้

ในงานเลี้ยงผู้สูงอายุของหมู่บ้าน ฮเยจินได้ถูกรับเชิญให้ไปเป็นแขกภายในงาน ตอนแรกเธอก็ปฏิเสธ (เพราะงานแบบนี้มันไม่ใช่แนว) แต่เมื่อนึกถึงว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้โฆษณาคลินิก ก็ทำให้ฮเยจินจำใจไปร่วมงานอย่างเสียไม่ได้

แล้วเรื่องราว “ปลาหมอตายเพราะปาก” ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อฮเยจินเม้าท์มอยทางโทรศัพท์นินทาคนที่มาร่วมงานกับพโยมีซอน เพื่อนสนิทของเธอที่คบกันตั้งแต่สมัยมัธยมต้น แต่ความซวยก็บังเกิดเมื่อเสียงของเธอหลุดเข้ามาทางลำโพงกระจายเสียง ทุกคนต่างนิ่งอึ้งด้วยความตกตะลึง “ที่นี่ไม่มีอะไรถูกใจสักอย่าง รู้งี้อยู่โซลดีกว่า ไม่น่ามาเลย ก็แบบว่ามีตาลุงคนนึงที่เปิดคาเฟ่ คงเป็นนักร้องที่ไม่ดังน่ะ ตาลุงคนนั้นเอาแต่เล่าเรื่องของตัวเองตลอดเลย น่าเบื่อมาก อ้างว่าโดนผู้จัดการโกงเลยทำให้ไม่ได้ออกอัลบั้มสอง เอาจริง ๆ นะ คนที่ใช้ชีวิตจมอยู่กับอดีตมันดูขี้ขลาดมาก ๆ”

หลังจากงานเลี้ยง ความสัมพันธ์ของฮเยจินกับคนในหมู่บ้านก็ดิ่งลงเหว ไม่ว่าจะการแสดงท่าทีรังเกียจการป้อนอาหารของคุณยายคิม ผู้อาวุโส No.1 ของหมู่บ้าน หรือการพูดดูถูกร้านขายของชำในหมู่บ้านขายแต่สินค้าเกรดล่าง ไม่มีสินค้าระดับพรีเมี่ยมที่เธอต้องการ แม้กระทั่งการบูลลี่อาหารที่ชาวบ้านทำมาเลี้ยง โดยหาว่าเป็นอาหารสกปรกเพราะมีฝุ่นเยอะ

ระหว่างนั้น ความเป็นไปของฮเยจินก็อยู่ในสายตาของดูชิกตลอด แม้เขาจะไม่ได้แสดงความรู้สึกออกมา แต่แววตาของเขาแสดงออกถึงความเป็นห่วงเธออย่างชัดเจน แล้ววันหนึ่งเขาก็ได้พูดสั่งสอนเธอ “คุณคงคิดว่าชีวิตของตัวเองเลิศเลอมากเลยสินะ เรียนเก่งสุดท้ายก็ได้เป็นหมอ ทำไมคุณถึงเอาเรื่องคนอื่นไปพูดตามอำเภอใจแบบนั้นล่ะ ดูเหมือนคุณจะไม่รู้อย่างหนึ่งนะ คนเราน่ะไม่ได้เท่าเทียมกันอย่างที่คุณเข้าใจหรอก บางคนเส้นทางชีวิตเหมือนถนนลูกรัง แม้จะพยายามวิ่งผ่านไปแทบตาย แต่ปลายทางก็ต้องเจอกับหน้าผาอันสูงชัน เข้าใจมั้ย”

แล้ววันเปิด “คลินิกทันตกรรมยุน” ก็มาถึง ฮเยจินได้มีซอนมาเป็นผู้ช่วยแพทย์ ตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น ไม่มีลูกค้าเลยซ้ากกกคน เวลาผ่านไปหลายวันสถานการณ์ก็ยังเหมือนเดิม ณ จุดนี้ ฮเยจินกับมีซอนทำใจแล้วว่า “เจ๊งแน่นอน” !

อย่างไรก็ตาม ดูชิกก็ยื่นมือเข้ามาช่วยแบบเนียน ๆ โดยการพยายามพาฮเยจินเข้าไปในสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อให้เธอได้แสดงความสำนึกผิดต่อคนในหมู่บ้านด้วยความจริงใจ ลดอีโก้ของตัวเองลง และสอนให้เธอรู้จักการปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตของคนในหมู่บ้าน ในท้ายที่สุด ก็เริ่มมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการที่คลินิกมากขึ้น

ในตอนท้ายซีรีส์ได้ฉายภาพแฟลชแบ็กในวัยเด็กตอนที่ฮเยจินมาเที่ยวชายทะเลที่กงจินกับแม่และพ่อ คนถ่ายรูปให้เธอกับครอบครัวก็คือดูชิกกับคุณลุงของเขานั่นเอง มันกลายเป็นแรงดึงดูด (หรือจะเรียกว่าพรหมลิขิตก็ไม่ผิด) ทำให้คนทั้งคู่เข้าหากัน แม้ในตอนนี้ทั้งคู่จะจำกันและกันไม่ได้ก็ตาม

ฮเยจินต้องเดินทางไปงานแต่งงานของเพื่อนร่วมรุ่นที่โซล เมื่อถึงวันเดินทาง ดูชิกกลับมัดมือชกฮเยจินด้วยการขอร้องให้เธอพาคุณยายทั้งสามแห่งกงจินติดรถไปโซลด้วย ระหว่างทางพฤติกรรมหลายอย่างของคุณยายทำให้ฮเยจินไม่พอใจ ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสียงดัง ร้องเพียงเสียงดัง กินอาหารในรถ เข้าห้องน้ำตลอดทาง

แต่ไม่ว่าจะโกรธแค่ไหน ฮเยจินก็พยายามควบคุมอารมณ์จนถึงโซล เธอบอกกับดูชิกว่าที่ไม่ระเบิดลงระหว่างทาง เพราะเธอรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณที่เขาช่วยเธอในหลาย ๆ อย่าง แต่เธอก็ยังรู้สึกว่าสิ่งที่เขาทำในวันนี้เป็นเรื่องไร้มารยาทและล้ำเส้นมากเกินไป ซึ่งดูชิกก็ยอมรับ

ฮเยจินมางานเลี้ยงร่วมโต๊ะกับเพื่อนร่วมรุ่นที่มหาวิทยาลัย ทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองโดนด้อยค่าที่ไปเปิดคลินิกอยู่ที่เมืองชนบทอย่างกงจิน ในขณะที่เพื่อนร่วมรุ่นของเธอต่างประสบความสำเร็จในการเปิดคลินิกที่โซล ทำให้ฮเยจินต้องแกล้งทำเป็นขิงว่าการเปิดคลินิกที่กงจินทำเงินได้มากกว่าการเปิดคลินิกที่โซลมากนัก เพราะเมืองที่ถูกเรียกว่าชนบท สมัยนี้เจริญไปไกลกว่าสมัยก่อนมาก ตรงกันข้ามกับการแข่งขันที่ต่ำ ทำให้เธอมีคนเข้ามาใช้บริการที่คลินิกเธอมากมายถึงขนาดต้องจองคิวกันเลย … ขิงใหญ่โตอย่างนั้นเลยทีเดียว

ระหว่างนั้นเอง เพื่อนคนหนึ่งได้ถ่ายรูปตอนที่ฮเยจินเดินอยู่กับดูชิกเอาไว้ได้ แล้วโพสต์รูปนั้นลงในกลุ่ม ซึ่งเธอก็แกล้งตีเนียนพิมพ์ตอบกลับไปว่า เป็นคนที่มาตามจีบตามตื๊อแต่เธอไม่ได้สนใจ … แต่ในใจของเธอจริง ๆ แล้วก็แอบคิดกับดูชิกอยู่เหมือนกัน

ในส่วนของดูชิก เมื่อกลับถึงกงจินก็อดคิดถึงฮเยจินไม่ได้เลย

คุณยายคิมกัมรีมีปัญหาเรื่องอาการปวดฟันทำให้กินปลาหมึก ซึ่งเป็นอาหารที่ชอบไม่ได้เหมือนเดิม ดูชิกพาคุณยายไปที่คลินิกของฮเยจิน แต่เมื่อคุณยายเห็นราคาค่ารักษารากฟันเทียมก็ถึงกับตกใจ คุณยายจึงโวยวายออกมาบอกให้ถอนออกไปเลย เมื่อฮเยจินได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกโมโหที่คุณยายขี้เหนียวเงินที่ใช้เพื่อดูแลตัวเอง แต่กลับทนเจ็บฟันไม่ได้กินสิ่งที่อยากกิน จึงพูดจาไม่ดีใส่คุณยาย

เมื่อเห็นดังนั้น ดูชิกจึงเอาเงินส่วนตัวของเขาไปให้คุณยาย แต่คุณยายก็ปฏิเสธ เขาจึงนัดคุยกับฮเยจินเพื่อขอให้เธอรักษาฟันให้คุณยายคิม โดยที่เขาจะเป็นคนจ่ายเงินให้เอง “ท่านเป็นคนดี อุทิศชีวิตของตัวเองเพื่อดูแลคนรอบข้าง เพราะงั้นเมื่อถึงเวลาที่ต้องดูแลตัวเองก็เลยทำไม่เป็น ท่านทำทุกอย่างเพื่อลูก ๆ ตั้งแต่สมัยที่ตัวเองยังสาว ๆ ที่ท่านไม่ทำรากฟันเทียมก็เพราะท่านไม่อยากเป็นภาระ”

แต่ฮเยจินมองต่างออกไป เธอมองว่าสิ่งที่พ่อแม่ควรทำเพื่อลูก ๆ คือ … “การใช้ชีวิตให้ยืนยาวโดยที่ไม่ทำให้ตัวเองต้องเจ็บป่วย ไม่ใช่การทนเจ็บป่วย เพื่อประหยัดเงินเพียงเล็กน้อยให้ลูก แต่มันเป็นการดูแลตัวเองต่างหาก รู้เรื่องนี้บ้างไหม” ที่ฮเยจินพูดและรู้สึกออกไปเป็นเพราะเธอรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ มันเป็นเพราะเธอเสียแม่ไปตั้งแต่เธอยังเล็ก อย่างไรก็ตาม ดูชิกก็ได้เข้าใจฮเยจินมากขึ้น

เรื่องราวดำเนินไป ฮเยจินเริ่มคิดถึงคำพูดที่ดูชิกพูด และเธอก็รู้สึกคาใจเรื่องคุณยายคิมกัมรี สุดท้ายเธอจึงตัดสินใจที่จะทำรากเทียมให้กับคุณยาย โดยลดราคาให้ถูกแบบสุด ๆ เป็นกรณีพิเศษ ทำเอาคุณยายดีใจยกใหญ่

ในตอนท้าย ดูชิกบังเอิญเจอรองเท้าอีกข้างของฮเยจินที่ถูกน้ำซัดหายไปในทะเล เขาจึงจัดการเปิดยูทูบดูวิธีการทำให้รองเท้าหายเปียกน้ำ ก่อนที่จะนำมันไปเซอร์ไพรส์คืนให้เธอ เมื่อฮเยจินได้รองเท้าคู่โปรดคืน หน้าเธอก็ไบรท์ไปด้วยรอยยิ้ม ไม่ต่างอะไรกับซินเดอเรลลาที่ได้รองเท้าแก้วคืน

เรื่องราวดำเนินไป ชีวิตประจำวันในทุก ๆ วันของฮเยจินต้องเจอกับดูชิก พร้อมกับรองเท้าแบรนด์เนมระดับลิมิเต็ดที่เพิ่งได้กลับคืนมา พอมาวันหนึ่งไม่ได้เจอก็ทำเอาอดคิดถึงดูชิกไม่ได้เลย

วันหนึ่ง ฮเยจินถูกเชิญให้ไปงานเลี้ยงชมรมเจ้าของกิจการในกงจิน แต่ด้วยความที่เธอไม่ชอบงานสังสรรค์ประเภทนี้ ฮเยจินเลยใช้เทคนิค “แกล้งนอนฟุบหลับไปบนโต๊ะ” ซะอย่างนั้น แต่ที่น่าตลกก็คือไม่มีใครสนใจเธอเลยแม้แต่นิดเดียว แทนที่จะได้กลับก่อนเลยกลายเป็นต้องกลับบ้านคนสุดท้าย

ดูชิกแบกฮเยจินขี่หลังกลับบ้าน พอมาถึงระหว่างทางเขาก็บอกให้เธอเลิกแสดงละครได้แล้ว … อ้าว ดูชิกรู้อยู่แล้วว่าฮเยจินแกล้งเมา กลายเป็นซีนน่ารัก ๆ ของฮเยจิน

แล้วที่คลินิกก็เกิดเรื่องขึ้นจนได้ เมื่อมีคนไข้โรคจิตเข้ามาทำฟัน มันลวนลามมีซอนโดยการลูบคลำเธอ แต่สุดท้ายดูชิกก็เข้ามาช่วยเอาไว้ได้ทัน

วันต่อมา ฮเยจินเอาผลไม้และไวน์นำเข้าราคาแพงจากประเทศฝรั่งเศสไปให้ดูชิกที่บ้านเพื่อเป็นการตอบแทน แต่ไม่รู้ยังไง ฮเยจินเกิดเสียดายไวน์ขวดนั้นขึ้นมาซะอย่างนั้น ทำให้เมื่อดูชิกชวนให้อยู่ดื่มไวน์ด้วยกัน เธอจึงตอบตกลงทันที

ฮเยจินกับดูชิกดื่มไวน์ด้วยกันจนหมดขวด แล้วต่อด้วยวิสกี้อีกหนึ่งกษัตริย์ ตามด้วยเหล้าหมักโสมเป็นกษัตริย์ที่สาม ด้วยความที่เธออยู่ในอาการตึง ๆ จึงให้ดูชิกถามคำถามอะไรก็ได้หนึ่งข้อ แล้วเธอจะตอบให้เป็นกรณีพิเศษ ดูชิกจึงถามว่าเธอมาที่กงจินทำไม ?

ฮเยจินเอามือลูบแก้มตั้งสติก่อนที่จะตอบกลับไปว่า “วันนั้นน่ะ วันที่ฉันเดินทางมากงจิน มันเป็นวันเกิดของแม่ฉัน เวลาคนเราตายไปแล้ววันเกิดก็จะหายไปด้วย ถ้าแม่มีชีวิตอยู่ตอนนี้ท่านจะอายุ 60 ปี ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นฉันคงได้มีโอกาสได้ไปเที่ยวกับท่านบ่อย ๆ คงซื้อกระเป๋าแพง ๆ ให้ท่านหลาย ๆ ใบ แต่เอาจริง ๆ ฉันขอแค่ได้กินข้าวด้วยกันสักมื้อก็พอแล้ว ก่อนที่แม่ฉันจะเสีย เรามาทริปครอบครัวกันที่กงจิน”

ทันใดนั้นเอง ดูชิกเอามือของเขาที่จับโถน้ำแข็ง เอื้อมไปสัมผัสแก้มของฮเยจิน เพื่อทำให้เธอคลายร้อนที่เกิดจากอาการเมา

ฮเยจินกับดูชิกดื่มไวน์ต่อด้วยวิสกี้ตบท้ายด้วยเหล้าโสมสามกษัตริย์ ดื่มกันจนเมามายภาพตัด … รุ่งเช้าอีกวัน ฮเยจินตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ เมื่อเห็นว่าตัวเองนอนอยู่บนกับดูชิก เธอรีบย่องออกมาจากบ้านของเขาทันที แต่ …

เมื่อกำแพงมีหูประตูมีตา กงจินก็มีลำโพงกระจายเสียงอย่างนัมซุก การแอบย่องออกมาจากบ้านของดูชิกตอนเช้าตรู่ของฮเยจินถูกนัมซุกเอาไปปล่อยข่าวในกลุ่มแชต ทุกคนในกงจินคิดกันไปหมดแล้วว่าฮเยจืนมีคืนอันเร่าร้อนกับดูชิก

ณ จุดนี้ เรื่องราวความสัมพันธ์ของฮเยจินกับดูชิกกลายเป็นท็อปปิกติดเทรนด์อันดับหนึ่งของกงจินไปเสียแล้ว … ดูชิกเจอฮเยจินโดยบังเอิญ เขาจึงชวนเธอไปกินซุปแก้แฮงก์ด้วยกัน ระหว่างนั้นเองชาวกงจินก็แอบตามติดความสัมพันธ์ของทั้งสองแทบตาไม่กะพริบ

ที่ร้านซุปเนื้อ ฮเยจินถามดูชิกว่าเมื่อคืนเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า ? ดูชิกจึงเล่าออกมาเป็นฉาก ๆ ถึงความเมารั่วของเธอ ทั้งโหนเสาไฟ ทั้งหัวเราะเหมือนคนบ้า แต่เขาก็ปฏิเสธว่าไม่มีอะไรกัน

จากนั้นฮเยจินก็ถามดูชิกไปตรง ๆ ว่า “หัวหน้าฮงชอบฉันจริง ๆ เหรอ ? … พูดตรง ๆ เลยนะ ฉันว่าเราไม่เหมาะกันเลยสักนิด เพราะสถานะทางสังคมของเราต่างกัน ขอโทษนะที่ต้องพูดตรง ๆ” ดูชิกปฏิเสธทันทีก่อนจะเดินจากไป “ผมว่าตัวเองน่าสงสารแล้ว แต่คุณกลับน่าสงสารกว่า”

ทีนี้มาว่าด้วยเรื่องสถานะทางสังคมของดูชิก ซึ่งมีซอนเล่าให้ฮเยจินฟังว่า จริง ๆ แล้วดูชิกจบวิศวะจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล แถมยังสอบได้เป็นที่หนึ่ง ไม่เท่านั้นเขายังเผยแววฉลาดมาตั้งแต่ยังเด็ก สามารถท่องตัวอักษรจีนหนึ่งพันตัวได้ตั้งแต่ 6 ขวบ สอบได้ที่หนึ่งมาตลอด เคยได้เหรียญทองโอลิมปิกคณิตศาสตร์ แถมยังมีสกิลด้านการต่อสู้อีก สุดท้ายก็ได้เข้าเรียนวิศวะที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล

วันต่อมา ฮเยจินต้องไปบรรยายเรื่องฟันผุที่โรงเรียนประถมชองจิน แต่มีซอนกลับเกิดอาการท้องเสียขึ้นมากะทันหัน เธอจึงให้ดูชิกมาเป็นผู้ช่วยบรรยายแทน

เมื่อทั้งสองมาเจอกันอีกครั้ง ดูชิกก็พูดเหน็บฮเยจิน “โทษทีนะ ผมว่าเราไม่ควรเดินชิดกันเกินไป”
“คุณเป็นอะไรไปเนี่ย ?”
“ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่กลัวว่าการกระทำของผมจะทำให้คุณเข้าใจผิดอีกน่ะว่าผมชอบคุณ” ดูชิกหัวเราะแหะ ๆ เป็นการแซะฮเยจินเล็ก ๆ “โลกของเราบางทีก็ใจดำเกินไปนะ แค่มีน้ำใจให้เล็ก ๆ น้อย ๆ กลับถูกตีความว่าชอบซะอย่างนั้น”

การบรรยายดำเนินไปได้ด้วยดี จนถึงตอนท้ายในช่วงตอบคำถาม นักเรียนแต่ละคนก็ยิงคำถามใส่ฮเยจินรัว ๆ ทำเอาเธอถึงกับสตั๊น …

“คบกันอยู่เหรอคะ ?”
“เคยจูจุ๊บกันไหมคะ ?”
“จะแต่งงานกันไหมครับ ?”
“ชอบเขาตรงไหนเหรอคะ ?”
“ตกลงชอบเขาจริง ๆ ใช่ไหมครับ ?”

ระหว่างเดินกลับจากบรรยาย ดูชิกยื่นมือไปให้ฮเยจิน ทำเอาเธออึ้งไปประมาณ 500 มิลลิเซก ก่อนที่ฮเยจินจะยื่นมือไปทำท่าจะจำมือเขา ทันใดนั้นเอง ดูชิกจึงเอ่ยถามถึงค่าแรงที่ให้เขามาเป็นผู้ช่วยบรรยายในวันนี้ แหม่ งานนี้ฮเยจินถึงกับต้องตีหน้าบุ๊ยบุ่ยก่อนจะตอบกลับไปว่าเธอไม่ได้พกเงินสด ดูชิกจึงขอให้เธอเลี้ยงข้าวแทน

ฮเยจินพาดูชิกขับรถออกไปกินร้านอาหารนอกกงจิน เพราะกลัวว่าจะกลายเป็นขี้ปากของชาวบ้านอีก

ที่ร้านอาหาร ฮเยจินให้ดูชิกแก้โจทย์เลขให้เธอดู เพื่อให้แน่ใจว่าเขาจบวิศวะจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซลจริง ๆ ซึ่งเขาก็ทำได้อย่างชิล ๆ งานนี้ทำเอาฮเยจินถึงกับอึ้งไปเลย ไม่ได้อึ้งเรื่องที่เขาตอบโจทย์ถูกนะ แต่อึ้งเพราะไม่เข้าใจว่าทำไมคนเก่งอย่างเขากลับเลือกที่จะมาใช้ชีวิตแบบนี้ ซึ่งคำตอบของดูชิกเป็นอะไรที่ดีมาก ๆ เขาตอบกลับไปว่า …

“ในสายตาของคุณ ผมคงจะเป็นคนที่ไร้ประสิทธิภาพมากเลยสินะ ถ้านับที่เงินหรือรายได้ก็อาจจะใช่ เพราะอย่างนั้นคุณถึงเป็นคนที่มีมุมมองคับแคบมาก บนโลกนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่มีค่ามากกว่าเงิน ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความพอใจในสิ่งที่ตัวเองมี ความสงบ ความรัก บลา ๆ ๆ แต่มันจะเป็นอะไรก็เถอะ ที่แน่ ๆ มันไม่สามารถคำนวณออกมาได้แบบสมการทางคณิตศาสตร์ เพราะมันไม่มีคำตอบตายตัวที่ถูกต้องสำหรับทุกคน”

หลังจากทานอาหารเสร็จ ดูชิกจูงมือฮเยจินออกไปเล่นน้ำฝนที่ชายหาด ระหว่างนั้นเธอก็พูดขึ้นมาว่าอาจจะไม่สบาย ดูชิกจึงเอื้อมมือไปสัมผัสแก้มของฮเยจิน มันทำให้เธอจำภาพเหตุการณ์ในคืนนั้นได้ …

ในคืนนั้น เธอเผลอตัวเผลอใจไปจูบเขา

ฮเยจินจำเหตุการณ์ในคืนนั้นได้แล้ว เธอเป็นคนที่โน้มตัวไปจูบดูชิก เธอจึงถามดูชิกไปตรง ๆ ว่า “เมื่อคืนนั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างเราจริง ๆ เหรอ ?” ดูชิกตอบกลับไปทันทีว่าใช่ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เมื่อถึงบ้าน ฮเยจินเอาเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนั้นไปเล่าให้มีซอนฟัง แม้จะปฏิเสธว่าไม่ได้ชอบดูชิก แต่มีซอนมองเพื่อนสนิทของเธอออกว่าจริง ๆ แล้ว เธอชอบเขา เพราะคนอย่างฮเยจินไม่มีทางจูบใครที่ไม่มีใจให้อย่างแน่นอน

ด้านดูชิกเองก็อยู่ในอาการอึน ๆ กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นกันกับสถานะงง ๆ ระหว่างเขากับฮเยจินที่เป็นอยู่ในตอนนี้

ดูชิกตัดสินใจไปเช็กสุขภาพฟันที่คลินิกของฮเยจิน ซึ่งระหว่างนั้นเธอพยายามรักษาระยะห่างกับดูชิก …

“โดยรวมฟันเป็นปรกติดีค่ะ อึดอัดตรงไหนเป็นพิเศษไหมคะ ?”
“มีครับ ความสัมพันธ์ของเราตอนนี้ไง”
“หืม” ฮเยจินอึ้งไปหลายวินาที
“เป็นเพราะจูบเมื่อคืนนี้เหรอ … ที่ผมไม่บอกว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะรู้ว่าถ้าบอกไปแล้วหมอจะเป็นแบบนี้ … ทำพลาดเพราะความเมา มันอึดอัดใจเปล่า ๆ เอาจริง ๆ นะผมว่าอย่าไปคิดมากเลย”

ต่อมาในการประชุมสมาชิกหมู่บ้าน มีคนแซวเรื่องความสัมพันธ์ของฮเยจินกับดูชิก จนทำให้เธอรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก “ฉันกับหัวหน้าฮงไม่ได้เป็นอะไรกันค่ะ ถ้ายังจะแพร่ข่าวลือเหลวไหลแบบนี้ต่อไป ฉันจะไม่ยอมอยู่เฉยแน่ … ขอตัวก่อนนะคะ” หลังจากนั้น ฮเยจินก็สะบัดก้นเดินออกจากที่ประชุมทันที

ดูชิกรีบวิ่งตามฮเยจินออกมา “ปล่อยผ่านไปเถอะ ก็แค่พูดกันขำ ๆ เท่านั้นแหละ”
“ทำไมฉันต้องเป็นตัวตลกของคนอื่นด้วย … ฉันไม่พอใจมาก ๆ”
“มันก็แค่เรื่องไม่จริงเรื่องหนึ่งก็เท่านั้น ไม่เห็นต้องเล่นใหญ่เบอร์นี้เลย เราลองมาเปิดตัวเป็นเพื่อนกันให้คนอื่นรับรู้กันก็ได้นี่นา”
“ไม่ทราบว่าใครเป็นเพื่อนกับคุณคะ การที่เรามาเจอกันบ่อย ๆ มันไม่ได้หมายความว่าเราเป็นเพื่อนกัน ฉันไม่ได้เป็นเพื่อนกับใครก็ได้นะ”
“ใครก็ได้อย่างนั้นเหรอ !” ดูชิกออกอาการสีหน้าผิดหวังในคำพูดของหมอฟันสาว
“หัวหน้าฮงทำฉันเหนื่อยใจจริง ๆ ฉันไม่ชอบเลยที่มีข่าวลือแบบนี้ พูดจริง ๆ เลยนะ คือฉันไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับคุณอีก ขอบคุณนะคะที่คอยช่วยฉันมาตลอด แต่จากนี้ไปขอร้องนะคะ อย่าล้ำเส้นฉันอีกเลย”
“ผมคิดว่าคุณเปลี่ยนไปแล้วซะอีก แต่ผมคิดผิดไปเอง” ดูชิกหยิบร่มคืนให้กับฮเยจิน ก่อนที่เขาจะเดินจากไปในทันที

ระหว่างนั้น โอจูรี สาวน้อยวัย 14 ปี ที่คลั่งไคล้ในไอดอลวง DOS ก็เกิดอยากทำฟันเขี้ยวของเธอขึ้นมา แต่พ่อเธอไม่เห็นด้วย ทีนี้จากแค่ความไม่พอใจเรื่องที่พ่อไม่ให้ทำฟัน กลับกลายเป็นเรื่องขโมยตู้เซฟของพ่อแล้วหนีออกจากบ้านไปซะอย่างนั้น คืนนั้นเอง โอจูรีจึงไปขออาศัยอยู่ที่บ้านฮเยจิน ในฐานะเป็นแฮกเกอร์เหมือนกัน (แฮกเกอร์คือชื่อเรียกแฟนคลับวง DOS)

เรื่องราวดำเนินไป ขณะที่ความสัมพันธ์ของฮเยจินกับดูชิกอยู่ในสถานะเฉยชา

แล้วงานเทศกาลประภาคาร งานประจำปีอันยิ่งใหญ่ก็มาถึง ดูชิกเดินผ่านฮเยจินไปเฉยเลยเหมือนคนที่ไม่รู้จักกัน คือเฉยชาต่อกันขั้นสุด

แต่แล้วก็เกิดสถานการณ์ที่ทำให้ดูชิกต้องไปคุยกับฮเยจินจนได้ เมื่อสาวน้อยโอจูรีเกิดขาแพลงก่อนที่จะขึ้นทำการประกวดร้องเพลงบนเวทีชิงเงินรางวัล 3 ล้านวอน ดูชิกจึงไปขอร้องให้ฮเยจินมาช่วยดูอาการให้ เธอแนะนำให้โอจูรีไปโรงพยาบาลเพราะขาเธอบวมมาก แต่สาวน้อยโอจูรีปฏิเสธ ด้วยเหตุผลที่ว่าเธอต้องการเงินรางวัลเพื่อจะเอาไปทำฟัน “หนูมีผู้ชายที่ชอบ แต่หนูไม่กล้ายิ้มต่อหน้าเขาเพราะมันเห็นฟันเขี้ยว หนูเลยต้องหุบยิ้มเอาไว้ มันทำให้ความมั่นใจหนูลดลง”

เมื่อโอจูรี สาวน้อยวัย 14 ยืนยันที่จะขึ้นเวที ดูชิกกับฮเยจินจึงทำบางสิ่งบางอย่างอันน่าตกตะลึง ทั้งสองขึ้นไปเต้นบนเวทีเพื่อช่วยโอจูรี ! คือแบบอย่างฮา เรียกว่าเต้นเส้นฮเยจินถึงกับหอบรับประทานกันเลยทีเดียว

หลังจากลงจากเวที ฮเยจินถึงกับบ่นออกมาไม่หยุด “หมดสิ้นกัน ภาพลักษณ์ของฉันที่สร้างมา หมดกันวันนี้ ทั้งหมดเป็นเพราะหัวหน้าฮงคนเดียวที่บังคับฉันขึ้นเวที”

อย่างไรก็ตามเมื่อถึงเวลาประกาศผลรางวัย สาวน้อยโอจูรีได้แค่รางวัลรองชนะเลิศ ได้รับเงินรางวัลไป 1 ล้านวอน ฮเยจินจึงปลอบด้วยการที่รับจัดฟันให้ ส่วนเงินที่เหลือก็ให้ผ่อนใช้เอา

แล้วเซอร์ไพรส์ก็เกิดขึ้น เมื่อวง DOS ได้มาทำการแสดงที่งานเทศกาลประภาคาร ฮเยจินกับโอจูรีจึงเก็บความแฮกเกอร์ของตัวเองเอาไว้ไม่อยู่ จากนั้นโอจูรีก็ได้มีโอกาสคุยกับจุน ที่เป็นไอดอลของเธอ งานนี้ทำเอาโอจูรีปลื้มใจจนแทบสิ้นสติ แถมจุนยังทักเรื่องฟันเขี้ยวของเธออีกด้วยว่ามีเสน่ห์ทำให้เขาจำเธอได้

สรุปคือ เมื่อไอดอลชมเรื่องฟันเขี้ยวของเธอ โอจูรีจึงล้มเลิกความคิดเรื่องทำฟันทันที งานนี้พ่อของเธอถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก พ่อพูดแทบตายไม่ฟัง แต่ทำไมคนไม่รู้จักพูดประโยคเดียวกลับเชื่อเขาซะอย่างนั้น

ในตอนท้าย พีดีซองฮยอนก็ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าฮเยจิน ทำเอาเธอตกใจที่ได้พบรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยอีกครั้ง “ไม่เจอกันนานเลยนะ ยุนฮเยจิน” ส่วนดูชิกก็ทำสีหน้างง ๆ ที่ทั้งสองรู้จักกัน

ซองฮยอน ดูชิก และฮเยจิน ได้พบกันโดยบังเอิญ จากนั้นซองฮยอนก็ประกาศกับคนในหมู่บ้านกงจินว่า เขาจะมาทำรายการวาไรตี้ใหม่ที่มีชื่อว่า “ตั๊กแตนหมู่บ้านริมทะเล”

จากนั้น ทั้งสามก็ชวนไปดื่มกันต่อที่บ้านของดูชิก ระหว่างที่ซองฮยอนเข้าห้องน้ำ ฮเยจินได้มาเตือนดูชิกว่า “อย่าเอาเรื่องของเราในคืนนั้นไปบอกรุ่นพี่ซองฮยอนเด็ดขาด” จังหวะเดียวกันนั้นเอง ซองฮยอนออกมาจากห้องน้ำพอดี ก็เลยได้เห็นภาพที่ทั้งสองจับมือถือแขนกัน แต่ฮเยจินก็แกล้งบุ๊ยบุ่ยไปว่าไม่มีอะไร

ทั้งสามคุยกันอย่างออกรสออกชาติ โดยเฉพาะฮเยจินกับซองฮยอนที่รื้อฟื้นความหลังกันอย่างเมามัน กระทั่งซองฮยอนเอ่ยปากขอให้ดูชิกมาเป็นไกด์ในรายการ แต่ดูชิกปฏิเสธโดยอ้างว่างานที่เขามีอยู่ตอนนี้ก็ล้นมืออยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ซองฮยอนไม่ยอม เขาจึงเอาเกมออกมาเล่นแข่งกัน ถ้าเขาชนะดูชิกต้องยอมมาเป็นไกด์ในรายการของเขา โดยเกมแรกเป็นเกมให้เลือกแก้วดื่มระหว่าง กาแฟอเมริกาโน่เพียว ๆ กับแก้วที่ผสมน้ำปลา กฎก็คือถ้าใครเลือกแก้วที่ผสมน้ำปลาแล้วสามารถดื่มจนหมดแก้วก็จะถือว่าเสมอกัน … แล้วความซวยก็มาเยือนซองฮยอน เพราะเขาเลือกได้แก้วผสมน้ำปลา แต่ด้วยความที่ไม่ยอมแพ้ เขาจึงกล้ำกลืนฝืนดื่มจนหมดภายในอึกเดียว

การแข่งขันยังคงดำเนินต่อไป แต่ไม่ว่าจะเล่นเกมอะไรก็เสมอกันทุกเกมสิน่า จนกระทั่งแต่ละคนเริ่มออกอาการสัปหงกเพราะความเมาและความง่วง ท้ายที่สุดก็นอนเมากลิ้งหัวชนกันอยู่บนพื้นทั้งสามคน แต่ก่อนที่จะฟุบหลับไป ดูชิกก็ยอมแพ้และรับปากที่จะเป็นไกด์ให้กับซองฮยอน

วันต่อมา ดูชิกก็เริ่มทำหน้าที่เป็นไกด์ให้กับทีมงานของซองฮยอน โดยสถานที่ถ่ายทำที่ซองฮยอนตั้งใจเอาไว้ก็คือ “บ้านของคุณยายคิม (กัมรี)” แต่ไม่ว่าจะพูดยังไงคุณยายก็ไม่ยอม และที่สำคัญไม่ว่าดูชิกจะพยายามหาสถานที่อื่นให้ แต่ซองฮยอนก็ยืนกรานว่า ถ้าไม่ได้บ้านของคุณยายคิมเป็นสถานที่ถ่ายทำเขาก็จะไม่ถ่ายเด็ดขาด

ต่อมา ซองฮยอนก็ซื้อของฝากนู่นนี่นั่นไปให้คุณยายทุกวัน ไม่เท่านั้นเขายังช่วยงานคุณยายทุก ๆ อย่างด้วยความเต็มใจ ไม่ว่าจะเป็น ยกไหกิมจิมาล้างให้ ปีนขึ้นไปเปลี่ยนหลอดไฟให้ จนคุณยายเริ่มรู้สึกดีและเริ่มรู้สึกผูกพันกับซองฮยอนเข้าให้แล้ว

ดูชิกไปช่วยคุณยายคิมซักผ้าห่ม เป็นจังหวะพอดีที่ฮเยจินเอากระเป๋าเงินไปคุณยายลืมเอาไว้ที่คลินิกมาคืนให้ ดูชิกเลยหาเรื่องบอกคุณยายว่าฮเยจินจะมาช่วยซักผ้าอีกแรง ฮเยจินก็เลยต้องเออออไปอย่างเสียไม่ได้ … ฉากฮเยจินกับดูชิกช่วยกันใช้เท้าเหยียบผ้าในกะละมังใบใหญ่ ซึ่งเป็นวิธีการซักผ้าแบบดั้งเดิม แอบแฝงไปด้วยความโรมานซ์ระหว่างคนทั้งสอง คือดูออกแหละว่ามีความสุข จนคุณยายคิมขนผ้ามาให้ซักอีกกองใหญ่

หลังซักผ้ากองโตที่คุณยายขนมาให้ซักทั้งบ้านจนเสร็จ ซองฮยอนก็มาคุณยายพร้อมกับพาจุน ไอดอลหนึ่งในสมาชิกวง DOS มาด้วย คุณยายทำอาหารให้ทุกคนได้กิน มันเป็นอะไรที่ดีงามและสวยงาม คือเป็นซีนที่ดีมาก ๆ เลยล่ะ

วันต่อมา คุณยายคิมก็ตัดสินใจที่จะให้ซองฮยอนยืมบ้านเป็นสถานที่ถ่ายทำ “ฉันอยู่ที่นี่มา 50 ปีแล้ว คลอดลูก ๆ ที่นี่ แล้วตอนนี้ลูก ๆ ของฉันก็โตจนออกไปสร้างครอบครัวของตัวเองกันจนหมดแล้ว ตอนนี้บ้านหลังนี้ก็มีแค่ฉันอาศัยอยู่คนเดียว ถ้ามีคนมาเที่ยวเล่นบ้างส่งเสียงดังบ้าง บ้านนี้ก็คงรู้สึกเหงาน้อยลง”

ซองฮยอนมาที่บ้านคุณยายเพื่อคุยเรื่องสัญญาการยืมบ้านและเงื่อนไขต่าง ๆ กับดูชิก ระหว่างนั้นเอง ซองฮยอนก็ยิงคำถามที่ทำเอาดูชิกถึงกับอึ้งไปหลายวินาที “ตอนนี้ฮเยจินคบกับใครอยู่หรือเปล่า ?” เขานิ่งอึ้งไปเหมือนโดนกดปุ่ม pause จนซองฮยอนต้องถามย้ำอีกครั้ง ดูชิกถึงจะสะดุ้งและตอบไปว่า “ไม่นะ ไม่เห็นว่าคบใครอยู่นะ”

เมื่อได้รับคำตอบแบบนั้น ซองฮยอนก็ยิ้มจนแก้มปริแล้วเอ่ยออกมาว่า “ค่อยยังชั่วหน่อย” ส่วนดูชิกกลับมีสีหน้าที่นิ่งอึ้งต่อไปอยู่อย่างนั้น

ในตอนท้าย ซีรีส์ได้แฟลชแบ็กเหตุการณ์คืนที่ทั้งสามคนเมาอยู่ที่บ้านของดูชิก ในคืนนั้น ดูชิกเมามายจนไม่ได้สติ เขาเอ่ยกับฮเยจินทั้งน้ำตาว่า “อย่าไปนะ อย่าทิ้งฉันไว้แล้วจากไปไหนนะ” ฮเยจินที่เมามายไม่ต่างกันก็ตอบกลับไป “ไม่ต้องห่วงนะหัวหน้าฮง ฉันไม่ไปไหนทั้งนั้น”

ดูชิกสอนซองฮยอนเล่นเซิร์ฟบอร์ด แต่ดูท่าทางแล้ว พีดีคนดังจะเหมือนเล่นตลกเสียมากกว่าเล่นเซิร์ฟ เพราะล้มคว่ำคะมำหงายตลอดเว

เล่นเซิร์ฟกันเสร็จ ทั้งสองก็เดินมาเจอฮเยจินระหว่างทาง ฮเยจินจึงชวนรุ่นพี่ซองฮยอนไปกินบะหมี่เย็น งานนี้ดูชิกไม่ปล่อยให้ทั้งคู่ไปกินกันสองต่อสอง ขอตามไปกินด้วย หลังจากทานอาหารกันจนอิ่ม ดูชิกจึงถามขึ้นมาว่า ซองฮยอนกับฮเยจินเจอกันได้ยังไง ?

ในตอนนั้น ด้วยความที่ฐานะทางบ้านของฮเยจินไม่ค่อยดีนัก เธอจึงต้องทั้งเรียนไปด้วยและทำงานพาร์ตไทม์สอนพิเศษไปด้วยทำให้ไม่ค่อยมีเวลา ซองฮยอนเจอฮเยจินที่ห้องบรรยาย เขาชอบเธอตั้งแต่ตอนนั้น เขาเดินเข้าไปขอเบอร์โทรศัพท์และชวนไปกินข้าวด้วยกัน แต่ฮเยจินปฏิเสธเพราะไม่ว่าง ต้องไปสอนพิเศษ ในตอนนั้นเอง เขาจึงหยิบอาหารในกระเป๋าออกมาให้ มีตั้งแต่แซนด์วิช ช็อกโกแลต แล้วก็สแน็ก แลกกับอาหารของเธอซึ่งเป็นแค่ไส้กรอกเพียงแท่งเดียว

แต่ระหว่างที่ฮเยจินกับซองฮยอนกำลังรำลึกความหลังกันอย่างเมามัน ดูชิกจึงแกล้งทำเป็นเทน้ำดื่มหกใส่ซองฮยอนเพื่อเป็นการขัดจังหวะซะอย่างนั้น

เรื่องราวดำเนินไป ด้วยความที่ซองฮยอนเป็นมิสเตอร์ไนซ์กายเหมือนกับดูชิก ทำให้ซองอยอนกลายเป็นอีกหนึ่งคนที่ชาวกงจินต่างพากันพูดถึงในความดีงามของเขา งานนี้ทำเอาดูชิกถึงกับออกอาการอิจฉาออกมาเล็ก ๆ น่ารัก ๆ

ดูชิกเห็นฮเยจินใส่เฝือกคอก็เลยสงสัยว่าเป็นอะไร ? คุณหมอสาวสวยจึงตอบกลับไปว่า “ฉันเป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท เลยต้องใส่เฝือกคอน่ะ มันเป็นโรคประจำอาชีพหมอฟัน เพราะต้องก้มส่องปากคนไข้ทั้งวัน”

แต่แล้วกงจินก็เกิดอาชญากรรมที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คือมีโจรโรคจิตที่พยายามลักพาตัวผู้หญิงในหมู่บ้าน … ซองฮยอนก็ขนเอาอุปกรณ์ป้องกันตัวหลากหลายชนิดไปให้ฮเยจิน ส่วนดูชิกก็เอาสมุนไพรโอกาพี (ใช้ต้มกินแก้โรคหมอนรองกระดูกเคลื่อน) ไปให้ฮเยจิน แต่พอดีคืนนั้นฝนตก … ดูชิกเป็นไข้ไม่สบาย

วันต่อมา แม้ดูชิกจะไม่สบายแต่ก็มีความรับผิดชอบงานในกองถ่ายของตัวเองอย่างเต็มที่ ในระหว่างวันนั้นเองก็เกิดเรื่องให้ดูชิกต้องวิ่งไล่จับโจร ทีนี้เมื่อฮเยจินรู้ว่าเขาป่วย ด้วยความเป็นห่วงเธอจึงไปเยี่ยมเขาที่บ้าน พร้อมด้วยเครื่องวัดอุณหภูมิที่วัดได้ 38.9 องศา ดูชิกจึงมิอาจปฏิเสธความปรารถนาดีของหมอฟันได้

ฮเยจินถือโอกาสทำอาหารให้ดูชิกกิน แต่ระหว่างนั้นเอง ด้วยฤทธิ์ยาทำให้เขานอนหลับไป ฮเยจินจึงนำโจ๊กที่ทำเอาไว้มาวางไว้ให้บนโต๊ะ แต่ก่อนที่เธอจะเดินพ้นออกจากประตูบ้านไป ความคิดพิสดารก็แวบเข้ามาในหัว หมอฟันเดินกลับไปที่โซฟาที่ดูชิกกำลังนอนหลับอยู่พร้อมทำท่าจะเข้าไปจูบ แต่เมื่อปากต่อปากห่างกันระยะเพียงไม่กี่มิลลิเมตร เธอก็เกิดเปลี่ยนใจแล้วรีบเดินออกไปทันที ก่อนที่จะทุบหัวตบหน้าตัวเองที่คิดบ้า ๆ อะไรแบบนั้น

เมื่อดูชิกตื่นขึ้นมาก็ได้กินโจ๊กฝีมือของหมอฟันที่บอกเลยว่า น่าจะมีไม่กี่คนบนโลกนี้ที่เคยได้กินฝีมือของเธอ เขากินไปยิ้มไปพลางพูดออกมาว่า “ทำไมรสชาติออกมาเป็นอย่างนี้เนี่ย หาความอร่อยไม่ได้เลย อ๊า … แค่ข้าวกับน้ำไม่น่าจะทำให้รสชาติออกมาแย่ได้ขนาดนี้นะ แถมยังเปรี้ยวสุด ๆ ไปเลย” แต่ถึงแม้รสชาติจะแย่แค่ไหนแต่สุดท้ายเขาก็กระเดือกเข้าไปจนหมด ด้วยความสุขทางใจที่เติมเต็มรสชาติที่ขาดหายไปของมัน

คืนถัดไป ฮเยจินทำงานที่คลินิกจนเวลาล่วงไป 4 ทุ่มกว่า ระหว่างทางที่เดินกลับบ้าน เธอรู้สึกเหมือนกับมีใครคอยตามอยู่ในเงามืด ในใจเธอคิดว่าอาจเป็นโจรโรคจิตคอยตามเธออยู่ ทันใดนั้นเอง ดูชิกก็ปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้า ด้วยความกลัวฮเยจินจึงโผเข้าไปกอดดูชิก เธอกอดเขาอยู่อย่างนั้นเหมือนกับว่าจะกอดเขาไปตราบนานเท่านาน

ในตอนท้าย ซีรีส์เฉลยว่า ตอนที่ฮเยจินกำลังทำท่าจะเข้าไปจูบดูชิกที่กำลังหลับอยู่นั้น แท้ที่จริงแล้วดูชิกรู้สึกตัว และรู้เหตุการณ์ทุกอย่างว่าฮเยจินกำลังโน้มตัวมาจูบเขา

ฮเยจินเคลียร์งานที่คลินิกจนดึกดื่น ขณะเดินกลับบ้านเธอรู้สึกเหมือนกับมีคนเดินตามมา ทำให้ฮเยจินกลัวเป็นอย่างมาก เพราะช่วงเวลาเดียวกันนั้นที่กงจินข่าวเรื่องโจรโรคจิตเป็นข่าวที่กำลังดัง ทันใดนั้นเอง ดูชิกก็ปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้า ฮเยจินจึงวิ่งโผเข้าไปกอดเขาอยู่อย่างนั้นนานเท่านาน จนดูชิกก็เอื้อมมือไปกอดเธอเช่นกัน

แต่กลายเป็นว่าเรื่องโจรโรคจิตเป็นเรื่องที่ฮเยจินมโนไปเอง ฉากนี้จึงปิดท้ายด้วยการที่ฮเยจินแก้เขินด้วยการอวยโทรศัพท์ของเธอที่ตกแล้วไม่แตก ส่วนดูชิกก็สำทับไปว่า “แน่นอนอยู่แล้ว เพราะประเทศเราเป็นผู้นำทางด้านไอที” … แหม่

พ่อของฮเยจินมาเยี่ยมฮเยจินโดยที่ไม่บอกกล่าว แถมยังรู้เรื่องของดูชิกเป็นอย่างดีเสียด้วยว่า ฮเยจินเคยไปนอนที่บ้านของเขาทั้งคืน “เป็นอะไรกับลูกสาวของฉัน ?” พ่อถามพร้อมกับกำมือของดูชิกอย่างแรง คือเรื่องมันดำเนินไปจนดูชิกต้องเอ่ยปากบอกกับพ่อของฮเยจินไปว่า เขาเป็นแฟนกับเธอ !

ดูชิกบอกกับฮเยจินว่าที่เขาต้องพูดไปแบบนั้นเพราะพ่อเข้าใจผิดอย่างเต็มเปา ถึงอธิบายไปก็ไม่มีประโยชน์ ต้องเออออตามไปก่อน แต่ทำไปทำมาเรื่องราวกลับบานปลายใหญ่โตไปเกินกว่าที่คาด เพราะพ่อต้องการให้ดูชิกเป็นไกด์นำทางให้

หัวหน้าฮงของเราก็พาพ่อและแม่เลี้ยงของฮเยจินไปที่คลินิก แล้วก็ต่อด้วยไปเล่นหมากล้อมแล้วกินอาหารทะเลกัน ระหว่างนั้นด้วยความเป็นมิสเตอร์ไนซ์กายของดูชิก จึงทำให้ความสัมพันธ์กับพ่อพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว พูดคุยกันยิ้มแย้มมีความสุข จนกระทั่งพ่อถามเรื่องครอบครัวของดูชิก …

“นายอยู่กับพ่อแม่หรือเปล่า ?”
“อ๋อ ท่านเสียไปตั้งแต่ผมยังเป็นเด็กแล้วล่ะครับ”
“แล้วคนในครอบครัวคนอื่น ๆ ล่ะ ?”
“ผมเคยอยู่กับคุณปู่ครับ แต่ท่านเสียไปตั้งแต่ผมเรียนอยู่มัธยมต้น”

เมื่อรู้ว่าดูชิกเป็นเด็กกำพร้าเท่านั้นแหละ พ่อก็มีท่าทางเปลี่ยนไปทันที จนฮเยจินถึงกับต้องเอ่ยปากถามว่าเกิดอะไรขึ้น พ่อจึงกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “เพราะพ่อไม่อยากให้แกคบกับคนที่มีจุดด่างพร้อย เลิกกันซะเถอะก่อนที่จะรู้สึกผูกพันกันมากกว่านี้” ฮเยจินเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ตอบโต้พ่อด้วยคำพูดแรง ๆ ว่าตัวเธอเองก็มีจุดด่างพร้อยเช่นกัน เพราะเธอก็เสียแม่ไปตั้งแต่ยังเด็ก ๆ เท่านั้นแหละ พ่อก็ลุกออกจากโต๊ะอาหารไปทันที

ดูชิกเมื่อเห็นสถานการณ์แย่ไปแบบนั้น เขาจึงเดินตามพ่อมาเพื่อคุยด้วย พ่อเลยเล่าเรื่องราวในวัยเด็กของฮเยจินให้ดูชิกฟัง “ฮเยจินเป็นเด็กที่ขาดความอบอุ่นเหมือนกับนาย หลังแม่ของฮเยจินจากไปฉันก็กลายเป็นไอ้ขี้เมาอยู่พักใหญ่ ฉันไม่เคยได้ทำหน้าที่พ่อที่ดีเลยแม้แต่นิดเดียว” ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องที่คาใจพ่อมาตลอด ทำให้คิดว่าคนที่จะมาเป็นสามีของเธอควรจะเป็นผู้ชายที่อบอุ่น และเป็นครอบครัวใหญ่ เพื่อทดแทนสิ่งที่เธอขาดหายไปตอนเด็ก

จากนั้น ดูชิกก็สารภาพว่าจริง ๆ แล้วเขาเป็นแค่เพื่อนของฮเยจินเท่านั้น เป็นเพียงแต่ด้วยความที่พ่อเข้าใจผิดตั้งแต่ต้น ทำให้เขาต้องเลยตามเลยไป … เมื่อบรรยากาศคลี่คลาย ทั้งสี่คนก็เดินจูงมือกันไปกินชาที่คาเฟ่ด้วยรอยยิ้ม

แม้ตอนนี้ฮเยจินกับดูชิกจะรู้สึกดี ๆ ต่อกัน แต่ก็เหมือนยังมีจุดที่ยังไม่ลงตัวเรื่องทัศนคติในการใช้ชีวิต เพราะเธอไม่เข้าใจว่าทำไมดูชิกต้องมาใช้ชีวิตตัวเองแบบนี้ เพราะเธอรู้สึกเสียดายความสามารถของเขา ส่วนดูชิกก็ยืนยันว่าชีวิตของเขาในตอนนี้เป็นอะไรที่มีความสุขสุด ๆ แล้ว เป็นเพียงแต่เธอโลกแคบเกินกว่าที่จะเข้าใจก็เท่านั้น

ในตอนท้าย ภาพแฟลชแบ็กย้อนกลับไปตอนที่ดูชิกไปพบจิตแพทย์ ทำให้เราได้รู้ว่า เขามีปมในใจเรื่องที่คนในครอบครัว (คนที่เขารัก) ตายจากเขาไปทีละคน ทำให้เขาไม่กล้าที่จะรักใคร เพราะกลัวว่าจะต้องเสียคนที่รักไปอีก …

วันนี้เรื่องราวเริ่มต้นด้วยการที่โจรโรคจิตบุกเข้ามาที่บ้านของฮเยจิน แต่ก่อนที่ไอ้โจรใจทรามคนนั้นมันจะทำอะไรลงไป หัวหน้าฮงของเราก็เข้ามาช่วยหมอฟันเอาไว้ได้ทัน ดูชิกพุ่งเอาตัวเข้าใส่ไอ้โจรร้ายที่ถือมีดอยู่ในมืออย่างไม่กลัวเกรงอันตราย แม้สกิลการต่อสู้ของดูชิกจะเหนือกว่า แต่ทว่าเขาก็ถูกมีดบาดเข้าที่ต้นแขนจนได้รับบาดเจ็บ ส่วนไอ้โจรใจทรามก็เข้าซังเตไปตามระเบียบ

ฮเยจินไปดูอาการของดูชิกที่โรงพยาบาลด้วยความเป็นห่วง เธอถึงกับปล่อยโฮออกมา “คุณพุ่งเข้าไปหาคนร้ายที่ถือมีดอยู่อย่างงั้นได้ยังไงกัน” แต่คำตอบของดูชิกก็ทำเอาฮเยจินอึ้งไปเลย “ที่ผมทำอย่างนั้นก็เพราะเป็นห่วงหมอฟันมากกว่าตัวผมเองน่ะสิ”

จริง ๆ แล้ว แม้สถานการณ์จะดูน่ากลัว แต่ดูชิกก็ได้รับบาดเจ็บที่ต้นแขนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทีนี้ ดูชิกจึงให้ฮเยจินมานอนอยู่ที่บ้านเขาเพื่อความปลอดภัย แล้วทั้งสองก็มีโมเมนต์ดี ๆ ต่อกัน

วันต่อมาเป็นวันไหว้คุณปู่ของดูชิก แต่ด้วยความที่แขนเขาได้รับบาดเจ็บจึงไม่สามารถทำอาหารต่าง ๆ ที่ใช้เป็นเครื่องเซ่นไหว้ได้ ฮเยจินจึงได้ซื้ออาหารไปให้ หลังเสร็จพิธีทั้งคู่ก็ทานข้าวด้วยกัน ฮเยจินเห็นว่าดูชิกเจ็บแขนเธอจึงแกะปูให้เขากิน แล้วจู่ ๆ เธอก็พูดขึ้นมาว่า “การแกะปูให้กัน มันไม่ใช่เรื่องปรกติที่ใครเขาทำให้กันนะ ถ้าไม่รักกันจริงคงไม่แกะให้หรอก” !

อึ้งไปเลย ต่างฝ่ายต่างอึ้งกับคำพูดที่ฮเยจินพูดคำว่ารักออกมา ด้วยความเขินอายเธอจึงตัดบทขอตัวกลับบ้านซะอย่างนั้น ระหว่างเดินกลับก็ได้แต่บ่นกับตัวเองว่า “นี่ฉันพูดคำว่ารักออกไปได้ยังไง น่าเย็บปากตัวเองให้ปิดสนิทจริง ๆ แบบนี้”

ฮเยจินเดินมาถึงบ้านก็เจอรุ่นพี่ซองฮยอนยืนรออยู่ เขาชวนเธอไปกินข้าวด้วยกัน แน่นอนว่าเธอไม่ปฏิเสธแม้ว่าจะเพิ่งกินอิ่มจนพุงกางมาแล้ว แต่ถึงอย่างไร ณ นาทีนี้ เรื่องอาหารมันไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะสิ่งที่ซองฮยอนกำลังสารภาพกับฮเยจินสำคัญกว่า …

“ฮเยจิน ตั้งแต่เกิดมาฉันมีเรื่องที่คาใจอยู่เรื่องหนึ่ง เรื่องนั้นก็คือ เอ่อ … คือว่า เป็นเรื่องที่ฉันไม่เคยสารภาพความในใจกับเธอน่ะ” ฮเยจินนิ่งอึ้งไปด้วยความเงียบงัน ก่อนที่ซองฮยอนจะกล่าวต่อไป “ฉันเสียใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่เมื่อ 14 ปีก่อนไม่ได้สารภาพรักกับเธอ แต่เมื่อได้มาเจอเธออีกครั้งที่นี่ก็ทำเอาคิดหนักเลยว่า มันเป็นเพียงความรู้สึกที่ตกค้างจากอดีต หรือว่ามันเป็นความรู้สึกจริง ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันกันแน่ แต่ข้อสรุปของฉันก็คือ ฉันชอบเธอนะ ชอบเธอมากกว่าเมื่อก่อนเสียอีก … ฉันชอบเธอมากนะ ฮเยจิน”

น้ำตาที่เออเคลือบแววตาของฮเยจินอยู่ตอนนี้ ใครจะรู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่ นอกจากตัวเธอเองและมีซอน … ฮเยจินเล่าให้มีซอนฟังเรื่องที่เธอรู้สึกสับสนเมื่อรุ่นพี่ซองฮยอนมาสารภาพรัก ก็เป็นเพราะเธอชอบดูชิกอยู่นั่นเอง

วันรุ่งขึ้น ฮเยจินชวนมีซอนล่องไปโซลเพื่อไปเที่ยวให้สุดเหวี่ยงตามวิถีคนเมือง แต่ไม่รู้ทำไมระหว่างที่อยู่โซลนั้น เธออดคิดถึงเขาไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว เธอได้แต่คิดถึงโมเมนต์ต่าง ๆ ที่มีร่วมกับหัวหน้าฮง แล้วจู่ ๆ ฮเยจินก็ตัดสินใจกลับกงจินทันที

สิ่งแรกที่ฮเยจินทำคือไปหาฮงบันจัง (홍반장) เพื่อจะบอกอะไรบางอย่าง “ฉันมีเรื่องที่ต้องบอกค่ะ ฉันชอบคุณ ฉันชอบหัวหน้าฮง … ฉันเป็นคนที่ชอบวางแผนชีวิตให้ตัวเองไปจนถึงตอนที่ตัวเองอายุ 99 ปีเลยล่ะค่ะ เป็นคนที่รักความเป็นส่วนตัวมาก ๆ ทำให้ไม่ชอบเวลาที่มีใครมาล้ำเส้น ชอบรองเท้าแบรนด์เนมแพง ๆ ด้วย ซึ่งทุกอย่างมันตรงกันข้ามกับหัวหน้าฮงแบบหน้ามือหลังมือ เราต่างกันแบบสุดขั้วในทุก ๆ เรื่อง แต่ฉันไม่สนแล้วล่ะค่ะ ฉันชอบหัวหน้าฮงจริง ๆ ค่ะ”

ดูชิกกำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง แต่ฮเยจินก็เอามือปิดปากห้ามเขาไม่ให้แย่งเธอพูด “ความรู้สึกของฉันมันเอ่อล้นออกมาจนเหมือนมันพร้อมจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ ฉันห้ามใจตัวเองไม่ได้อีกต่อไปแล้วค่ะ”

ดูซิกตอบสนองความรู้สึกที่ทั้งสองมีให้กันด้วยการจูบอย่างหวานซึ้งและลึกซึ้งเกินกว่าที่จะมีภาษามนุษย์ใด ๆ จะบรรยายออกมาได้ทั้งหมด และเรื่องราวก็จบลงด้วยการเริ่มต้นของความรักอันบริสุทธิ์

ดูชิกกับฮเยจินยืนยันความรู้สึกที่มีต่อกันด้วย “รอยจูบ” ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น

ทั้งสองจูงมือกันเดินกลับบ้าน เมื่อมาถึงหน้าบ้าน ฮเยจินบอกกับดูชิกว่าขอเลื่อนการคบกันไปก่อนสักสองสามวัน “คือรุ่นพี่ซองฮยอนมาสารภาพรักฉัน และฉันไม่ชอบทำอะไรครึ่ง ๆ กลาง ๆ ฉันแค่อยากเคารพความทรงจำที่เคยมีกับรุ่นพี่ และช่วงเวลาจะใช้ร่วมกันกับหัวหน้าฮงในอนาคต เพราะฉะนั้นวันนี้ถือว่าเรายังไม่ได้คบกัน”

วันรุ่งขึ้น ฮเยจินโทร. นัดซองฮยอนเพื่อจะสารภาพความในใจ “การได้เจอรุ่นพี่อีกครั้งมันทำให้ฉันนึกถึงเรื่องในอดีตอีกครั้ง ทั้งที่ปกติแล้วฉันไม่ค่อยได้นึกถึงมันเท่าไร ย้อนกลับไปในตอนนั้น ฉันรู้สึกว่าชีวิตตัวเองรันทดไม่น้อยเลย ต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ไหนยังต้องสอบชิงทุนให้ได้อีก แม้แต่เวลากินเข้ายังไม่มีเลย วัน ๆ มีเวลานอนไม่ถึง 5 ชั่วโมงด้วยซ้ำ ต้องใช้ชีวิตที่โดนกดดันมาตลอด …”

ฮเยจินพูดไป น้ำตาก็เอ่อล้นไป “… คนแรกที่เข้าใจฉันก็คือรุ่นพี่ คนที่คอยเป็นห่วงฉันก็คือรุ่นพี่ หลังจากจบจากความสัมพันธ์งี่เง่านั้น (เลิกกับแฟนเก่า) ก็มีพี่นี่แหละที่คอยอยู่เคียงข้าง ทำให้ชีวิตของฉันรู้สึกเปล่งประกายขึ้นมา …” ฮเยจินหยุดไปพักหนึ่ง เหมือนพยายามเรียบเรียงคำพูดประโยคต่อไป “… พูดตามตรง ฉันเองก็เคยชอบรุ่นพี่ แต่ตอนนั้นฉันขาดความมั่นใจ เป็นเพียงเพราะว่ารุ่นพี่รู้จักฉันในช่วงที่ชีวิตของฉันน่ารันทดมาก ๆ ที่จริงแล้วฉันรู้สึกเจ็บปวดนะที่ไม่ซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเองในตอนนั้น แต่ตอนนี้ฉันจะพูดกับรุ่นพี่อยากตรงไปตรงมา … ขอโทษนะคะ ตอนนี้ฉันมีคนที่ชอบอยู่แล้ว”

ซองฮยอนตั้งใจฟังสิ่งที่ฮเยจินพูดนานหลายนาที จนเมื่อสุดท้ายคำที่ได้ยินจากปากของเธอจะทำให้เขาผิดหวัง แต่ด้วยความเป็นมิสเตอร์ไนซ์กาย เขาก็ยิ้มให้และพูดเพื่อไม่ให้ฮเยจินอึดอัด “ฉันเข้าใจเธอนะ แต่ฉันไม่เคยคิดว่าชีวิตเธอรันทดเลยแม้แต่นิดเดียว การมีเธอเป็นรักแรกนั้นมันเป็นอะไรที่ดีเหลือเกิน”

จากนั้น ซองฮยอนได้คุยกับดูชิก เขาพูดประโยคที่หัวหน้าฮงถึงกับอึ้งไปเลย “ดีกับฮเยจินเยอะ ๆ นะ” แท้ที่จริงแล้ว ซองฮยอนรู้มาตลอดว่าฮเยจินชอบดูชิก … แม้ซองฮยอนจะพยายามแสดงออกว่าตัวเองโอเค แต่ในใจของเขานั้นไม่โอเคเลยแม้แต่นิดเดียว คืนนั้นเขาจึงไปก๊งเหล้าจนเมามายอยู่คนเดียว ทิ้งงานทิ้งการอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ฮเยจินกะหนุงกะหนิงกับดูชิกที่บ้าน ระหว่างนั้นเธอก็บอกกับหัวหน้าฮงว่า อยากเก็บเรื่องที่คบกันเป็นความลับ โดยให้เหตุผลว่าไม่อยากให้ชาวกงจินรู้แล้วเอาไปนินทา ดูชิกก็ตอบตกลง

นับตั้งแต่คบกับดูชิก ในทุก ๆ นาที ฮเยจินก็ได้แต่คิดถึงและอยากเจอแต่เขาตลอด อารมณ์เห่อแฟนอะไรประมาณนั้น แต่ด้วยความที่เธอไม่อยากให้ชาวกงจินรู้เรื่องความสัมพันธ์ของเธอกับดูชิก ทำให้การที่จะหาเวลาเป็นส่วนตัวสองต่อสองนั้นยากเย็นเหลือเกิน

แต่อย่างที่เคยบอก กำแพงมีหู ประตูมีตา กงจินก็มีนัมซุก ชาวกงจินได้ล่วงรู้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เป็นที่เรียบร้อย พูดง่าย ๆ ก็คือทั้งเมืองกงจินมีเพียงฮเยจินกับดูชิกเท่านั้นที่คิดว่า ความสัมพันธ์ของพวกเขาเป็นความลับ

ทีนี้ ชาวกงจินจึงวางแผนแกล้งทั้งคู่ โดยการพยายามจับทั้งคู่ให้แยกออกจากกัน เพื่อให้คิดถึงและอยากเจอหน้ากันจนทนไม่ไหว เพื่อบีบให้ทั้งสองเอ่ยปากรับสารภาพว่าคบกันต่อหน้าทุกคน

ระหว่างนั้นเอง ฮเยจินก็คิดถึงดูชิกแทบเป็นบ้า เพราะจะไปเจอที่ร้านกาแฟก็ถูกเถ้าแก่กันท่า จะสั่งอาหารจีนเพื่อให้ดูชิกเอาอาหารมาส่ง นัมซุกก็เป็นคนมาส่งอาหารให้ด้วยตัวเอง จะส่งข้อความหาก็ไม่ได้ เพราะโทรศัพท์ของดูชิกก็ดันมาหายซะอีก … เป็นอะไรที่สงสารหมอฟันกับหัวหน้าฮงจริง ๆ

วันนี้เป็นวันที่มีการประชุมหมู่บ้าน ทุกคนจะไปประชุมพร้อมหน้ากัน ดูชิกเห็นช่องสบโอกาสที่ “กขค” ต่างไปประชุมกันหมด จึงนัดกับฮเยจินให้ไปออกเดตกันเป็นครั้งแรก ทั้งสองตื่นเต้นเป็นอย่างมากกับเดตครั้งนี้ … ทุกคนต่างไปประชุมกัน ส่วนดงชิกก็ไปเดตกับฮเยจิน

วินาทีแรกที่ทั้งสองเจอกัน ฮเยจินก็โผเข้ากอดดูชิกด้วยความคิดถึงระดับ 10 ดูชิกจึงเอ่ยกับฮเยจินว่า “ผมใช้ชีวิตมา 34 ปีโดยไม่มีคุณ แต่หลังได้รู้จักคุณ หนึ่งวันของผมกลับยาวนานเหมือนชั่วนิจนิรันดร์” ทันใดนั้นเอง ทุกคนในหมู่บ้านก็โผล่หน้าออกมา ทำเอาฮเยจินกับดูชิกเขินจนพูดไม่ออก

ทุกคนแสดงความยินดีที่ทั้งคู่คบกัน และบอกว่าพวกเขารู้ตั้งแต่แรกแล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้นฮเยจินจึงเอ่ยปากยอมรับว่ากำลังคบอยู่กับดูชิกจริง ๆ

หลังเปิดเผยกับทุกคนในกงจินให้ได้รู้ว่ากำลังคบกัน ความโรแมนติกที่ผลักดันด้วยความรักอันสุดซึ้งของฮเยจินกับดูชิกก็ทำเอาคนโสดพากันตายเรียบ หมอฟันที่ก่อนหน้านี้ไม่มีอะไรแม้แต่นิดเดียวที่ชอบเมืองริมทะเลแห่งนี้ กลับกลายเป็นหมอฟันที่มองว่าดินแดนชนบทแห่งนี้เป็นดินแดนแห่งสรวงสวรรค์ เป็นเพียงเพราะดินแดนแห่งนี้มีหัวหน้าฮงอยู่

มีซอนเห็นฮเยจินเขียน “ลิสต์ 100 อย่างที่อยากทำกับแฟน” แล้วก็ยิ้มออกมาไม่หยุด ค่ำวันนั้น ฮเยจินไปรอดูชิกอยู่ที่บ้านของเขาเพื่อทำตามลิสต์รายการที่เธอเขียนเอาไว้ เมื่อดูชิกมาถึงสิ่งแรกที่เธอเอ่ยคือการให้เขาไปอาบน้ำ “รีบไปอาบน้ำก่อนเถอะ วันนี้เรามีอะไรที่ต้องทำร่วมกัน” เมื่อได้ยินเท่านั้นแหละ ดูชิกก็รีบวิ่งไปอาบน้ำทันที

แต่เมื่ออาบน้ำเสร็จ ดูเหมือนคำว่า “สิ่งที่ต้องทำร่วมกัน”​ ที่ดูชิกคิด มันไม่ใช่อย่างนั้นแต่มันคือการเล่น “โยคะคู่รัก” ที่ทำเอาเอนหัวเข่าของมนุษย์แฟนอย่างหัวหน้าฮงแทบฉีกกันเลยทีเดียว เรื่องราวดำเนินไป จนทั้งคู่กำลังจะจูบกัน แต่ยังไม่ทันได้จูบ ฮเยจินก็ชวนดูชิกไปแปรงฟัน แล้วทั้งคู่ก็แปรงฟันให้กันและกัน … แหม่

กองถ่ายของซองฮยอนมาถ่ายรายการที่กงจินเป็นวันสุดท้าย ฮเยจินจึงบอกให้ดูชิกช่วยดูแลรุ่นพี่ซองฮยอนให้ด้วย เพราะเธอสังเกตเห็นเขาหน้าตาซูบเซียวกว่าปรกติจึงทำให้เธอรู้สึกเป็นห่วง แต่คำพูดที่ไม่ได้คิดอะไรมากเกินไปกว่าความเป็นห่วงรุ่นพี่ กลับทำเอาดูชิกงอนตุ๊บป่อง ๆ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ระหว่างนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างมีซอนกับอึนซอลก็พัฒนาเป็นลำดับ จนสุดท้ายทั้งคู่ก็ตกลงคบเป็นแฟนกันที่หน้าร้านขายไก่หมุน

เมื่อถึงงานปาร์ตี้เลิกกอง ดูชิกก็ยังไม่หายงอน และก็แสดงท่าทางออกมาอย่างชัดเจนว่าไม่พอใจซองฮยอน ก่อนที่จะบอกตรง ๆ ไปว่า “ฮเยจินเป็นห่วงนายมาก บอกว่านายหน้าซีด แถมผอมลงด้วย และฝากฉันให้ดูแลนายให้กินข้าวเยอะ ๆ … นายต้องดูแลตัวเองให้ดี ๆ หน่อยนะ แฟนฉันจะได้ไม่เป็นห่วงนาย”

คืนนั้นเอง ดูชิกรู้สึกผิดที่งอนเรื่องอะไรไร้สาระแบบนั้น เขาจึงไปขอโทษฮเยจินถึงหน้าบ้าน ซึ่งฮเยจินก็ได้แต่ยิ้มเพราะเธอไม่ได้คิดมากเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว

วันถัดมาทั้งสองจึงตกลงที่จะไปเที่ยวโซลด้วยกัน สิ่งแรกที่ฮเยจินทำ คือการพาดูชิกไปซื้อเสื้อผ้าเพื่อแปลงโฉมเสียใหม่ให้เป็น “ฮเยจินสไตล์” จากนั้น ฮเยจินก็ไปช็อปสร้อยเพชรมูลค่า 5,550,000 วอน (ประมาณ 160,000 บาท) งานนี้เมื่อดูชิกรู้ราคาก็ถึงกับตกตะลึงที่ฮเยจินซื้อโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่นิดเดียว

ระหว่างกำลังเดินจูงมือช็อปปิ้งกันอยู่ที่ห้าง ดูชิกบังเอิญได้เจอกับรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัย ซึ่งเข้ามาทักด้วยความเป็นห่วงเรื่องการรักษาที่เขาขาดไป นับจากนั้น ฮเยจินก็เริ่มเห็นดูชิกมีท่าทางที่เปลี่ยนไป กลายเป็นเหม่อลอย และซึม ๆ เหมือนในหัวกำลังคิดอะไรอยู่เต็มไปหมด

เมื่อกลับมาถึงบ้าน ฮเยจินได้แต่คิดถึงเรื่องที่ดูชิกซึมไป เธอคิดเองเออเองไปว่า อาจจะเป็นเพราะเธอทำเป็นอวดรวยตอนซึ้อสร้อยเพชรราคาแพงนั่น เธอจึงจัดการขายสร้อยคอเส้นนั้นในเว็บไซต์ขายของมือสองไปซะเลย

คืนต่อมา ดูชิกนัดให้ฮเยจินมาเจอเขาที่ชายทะเล ที่นั่นเขาได้ทำเต็นท์แฮนด์เมดเล็ก ๆ และประดับไฟอย่างสวยงาม ฮเยจินตื่นเต้นเป็นอย่างมากกับสิ่งที่หัวหน้าฮงทำให้ ที่สำคัญมันทำให้เธอโล่งอกเรื่องที่เธอคิดมากไปเองว่า เขาโกรธเรื่องที่เธออวดรวย …

“คุณไม่ต้องห่วงว่าผมจะคิดยังไงกับการกระทำของคุณหรอก คุณแค่ใช้เงินที่คุณทำงานอย่างหนักเพื่อหามันมาซื้อของขวัญให้กับตัวเองก็เท่านั้นเอง ผมไม่ได้เอาเรื่องพวกนี้มาคิดมากหรอกนะ เพราะฉะนั้นทำสิ่งที่คุณอยากทำเถอะ” เมื่อฮเยจินไปฟังสิ่งที่ดูชิกพูดก็รู้สึกปลื้มปริ่มเป็นที่สุด “ขอโทษนะคะที่ฉันโยงนู่นนี่นั่นจนมั่วไปหมด”

ในตอนท้าย ดูชิกได้เอากล่องใส่เครื่องประดับแฮนด์เมดให้กับฮเยจิน มันทำให้เธอดีใจจนบอกไม่ถูก “ที่คนบอกกันว่า ทะเลที่ไหนก็เหมือนกันหมด สำหรับฉันแล้วมันไม่จริงเลย เพราะสำหรับฉันทะเลที่มีหัวหน้าฮงอยู่ด้วยเป็นทะเลที่เป็นสถานที่พิเศษ … ฉันรักคุณนะคะ” แล้วทั้งคู่ก็จูบกันด้วยความรักอันหวานซึ้ง ท่ามกลางบรรยากาศอันสุดแสนโรแมนติก

ในตอนท้าย ภาพแฟลชแบ็กเผยให้เห็นว่า ดูชิกก็เขียนลิสต์สิ่งที่เขาต้องการทำกับแฟนด้วยเช่นเดียวกัน ระหว่างที่เขียนอยู่นั้น ใบหน้าของเขาเปล่งประกายความสุขออกมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ฮเยจินตั้งใจทำซุบสาหร่ายเป็นครั้งแรกในชีวิต เพื่อแสดงความใส่ใจในวันเกิดแรกหลังจากตกลงคบเป็นแฟนกับดูชิก อย่างไรก็ตาม ความคาดหวังกับรสชาติมันออกมาตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง เค็มจัด ! แต่ด้วยความเป็นไนซ์กาย ดูชิกไม่อยากให้ฮเยจินรู้สึกเสียความตั้งใจ เขาจึงกินซุปสาหร่ายนั่นจนหมดด้วยสีหน้าเอร็ดอร่อย แม้รสชาติแท้จริงของมันจนเค็มแทบขึ้นสมองเลยก็ตาม แหม่

เพื่อนสาวสมัยเรียนมหาวิทยาลัยมาออกทริปตีกอล์ฟ จึงแวะมาหาฮเยจินที่คลินิก ฮเยจินอัปเดตสถานะของตัวเองว่ามีแฟนแล้ว พร้อมทั้งแนะนำดูชิกให้กับเพื่อนสาวทั้งสองของเธอ จากนั้นก็เพื่อน ๆ ก็ชวนฮเยจินกับดูชิกให้ไปตีกอล์ฟด้วยกัน ตอนแรกฮเยจินตั้งใจจะปฏิเสธ แต่ดูชิกก็ตกปากรับคำไปเฉยเลย

ดูชิกสร้างเซอร์ไพรซ์จนเพื่อน ๆ ของฮเยจินต่างพากันทึ่งในสกิลการตีกอล์ฟของเขา เรียกว่าชมไม่หยุดปากกันเลยทีเดียว หลังจากออกรอบกันเสร็จ เพื่อน ๆ ของฮเยจินก็ถามดูชิกว่าเขาทำงานอะไร ? เขาจึงตอบว่าเขาไม่มีงานทำเป็นหลักเป็นแหล่ง …

“ผมเป็นคนประเภทใช้ชีวิตเป็นตัวของตัวเองแทนที่จะอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของคนอื่น แค่เปลี่ยนทัศนคติในการใช้ชีวิตก็จะทำให้ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข เกิดมาชีวิตมีแค่หนเดียว และตอนนี้ผมก็มีทุกอย่างที่ต้องการแล้ว มีเตียงนุ่ม ๆ ให้ได้นอนหลับคืนนี้ แถมยังมีคนที่รักนั่งอยู่ข้าง ๆ ตรงนี้อีกด้วย”

แต่ประเด็นมันอยู่ที่เพื่อน ๆ ได้คุยกับฮเยจิน คำพูดบางคำมันทำให้ฮเยจินเริ่มนึกถึงชีวิตในอนาคต “เธอคบกับเขา (ดูชิก) ถึงขั้นที่คิดจะแต่งงานกันหรือเปล่า เขาก็ดูเท่ดี แต่ชีวิตหลังการแต่งงานมันเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลยนะ”

แน่นอนว่าสิ่งที่การได้เจอเพื่อน ๆ มันทำให้ฮเยจินเริ่มคิดถึงชีวิตที่วาดฝันเอาไว้ ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ได้อยู่ที่เมืองเล็ก ๆ อย่างกงจินแห่งนี้ ระหว่างเดินทางกลับ ฮเยจินถามดูชิกว่า “หัวหน้าฮงตัดสินใจใช้ชีวิตแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร ? คนเราเมื่อคิดที่จะทำอะไรมันก็ต้องมีเหตุจูงใจ อีกอย่างฉันเคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับหัวหน้าฮงเมื่อ 5 ปีก่อน หัวหน้าฮงทำอะไรตอนนั้น” แต่ไม่ว่ายังไงดูชิกก็พยายามเลี่ยงที่จะไม่ตอบ จนคล้ายกับว่ามันเป็นความลับแห่งจักรวาลที่ไม่สามารถเปิดเผยได้

กลับมาถึงบ้าน ฮเยจินก็ยังไม่เลิกคะยั้นคะยอเอาคำตอบ จนในที่สุดดูชิกก็ตอบออกมา “เป็นแค่พนักงานบริษัทธรรมดา” ข่าวลือเมื่อ 5 ปีก่อน ที่ชาวกงจินลือกันไปไกลถึงขนาดที่ว่า ดูชิกเป็นสายลับของเกาหลีเหนือ แท้จริงแล้วเขาเป็นเพียงพนักงานบริษัทธรรมดา ๆ เท่านั้น ​!?

วันนี้กรมอุตุฯ ประกาศว่าจะมีพายุไต้ฝุ่นเข้า ทำให้ชาวกงจินต่างเตรียมตัวรับมือ แต่สำหรับยุนคยองที่ตอนนี้อุ้มท้องลูกในครรภ์มาได้ 39 สัปดาห์แล้วกลับแตกต่างออกไป เพราะเธอเกิดถุงน้ำคร่ำแตกในวันนี้ก่อนกำหนดคลอด ฮเยจินที่จะมาซื้อของที่ร้านของยุนคยองก็มาได้จังหวะพอดี จึงโทร. หาดูชิกให้รีบขับรถมาพายุนคยองไปส่งโรงพยาบาล

ดูชิกรีบบึ่งรถมารับยุนคยองเพื่อไปส่งโรงพยาบาล แต่ทว่า ดูชิกได้รับแจ้งว่าถนนที่ใช้เข้าเมืองมีหินถล่มลงมา ทำให้ไม่สามารถใช้ได้ เมื่อฮเยจินได้ยินเช่นนั้นเธอจึงบอกให้ดูชิกพายุนคยองไปทำคลอดที่บ้านของเธอ เพราะถึงแม้เธอจะเป็นหมอฟันแต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่าให้ชาวบ้านธรรมดาทำคลอด

ก่อนทำคลอด ฮเยจินโทร. ไปขอคำแนะนำจากคุณยายคิม (กัมรี) เกี่ยวกับการทำคลอด เนื่องจากคุณยายมีประสบการณ์ … แล้วทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี ด้วยฝีมือการทำคลอดของหมอฟัน

หลังจากต้องอดนอนทำคลอดมาทั้งคืน ฮเยจินกับดูชิกมานอนพักบนเตียงเดียวกัน เธอได้เล่าความรู้สึกที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน “จริง ๆ มันเป็นความรู้สึกที่ค่อนข้างจะแปลก ๆ ฉันคิดมาตลอดว่าตัวเองเป็นคนไม่ชอบเด็ก แต่เมื่อได้อุ้มแล้วมันรู้สึกตื้นตันอย่างบอกไม่ถูก เขาเกิดมาพร้อมกับความสุขของใครอีกมากมาย”

ฮงบันจังนอนมองหมอฟันที่ตอนนี้แววตาเปล่งประกายเมื่อได้เล่าถึงอนาคตที่เธอวาดฝัน “ในอนาคตหากมีลูกขึ้นมา แบบประมาณว่ามีลูกสองคน อยากให้ลูกคนแรกเป็นลูกชายหรือลูกสาว หัวหน้าฮงเคยคิดอะไรแบบนี้บ้างหรือเปล่า ?” ดูชิกตอบกลับไป “ไม่รู้สิ ไม่เคยคิดอะไรแบบนั้นมาก่อนเลย”

ฮเยจินเห็นดูชิกเผลอหลับไป เธอจึงออกมาเดินหยิบจับหนังสือที่ชั้นวาง จนไปพบรูปถ่ายครองครัวของผู้หญิงคนหนึ่งที่เสียบเอาไว้ในหนังสือ ทันใดนั้นเอง ดูชิกก็เดินออกมาพร้อมกับคว้ารูปถ่ายและหนังสือเล่มนั้นออกจากมือฮเยจิน “ทำไมถึงมาหยิบหนังสือของคนอื่นโดยพลการ” เมื่อเจอคำพูดแบบนี้ ฮเยจินก็ถึงกับหน้าเสีย …

“ขอโทษค่ะ”
“ไม่เป็นไรหรอก ผมเองแหละเป็นคนที่ควรขอโทษ เรื่องแค่นี้ไม่น่าทำแบบนั้น”
“ว่าแต่ว่าคนในรูปนั้นคือใครเหรอคะ ?”
“อ๋อ แค่คนรู้จักน่ะ” ดูชิกตอบโดยไม่สบตา
“แล้วคุณจะเป็นแบบนี้ต่อไปหรือไง … แค่คนรู้จัก แค่พนักงานบริษัทธรรมดา คุณจะเอาแต่ปกปิดเรื่องพวกนี้ต่อไปเรื่อย ๆ อย่างนั้นเหรอคะ ตัวฉันเองเผยให้คุณเห็นทุกอย่างแล้ว ทั้งเพื่อน พ่อ แม่เลี้ยง ยังไม่นับตอนที่ฉันทำตัวงี่เง่าเวลาเมา ฉันก็คิดว่าหัวหน้าฮงเองก็คงจะเปิดเผยได้หมดเหมือนกัน หรือหัวหน้าฮงไม่คิดแบบนั้น ?”

ดูชิกนิ่ง ได้แต่ปล่อยให้ฮเยจินพูดอยู่อย่างนั้น “ทำไมหัวหน้าฮงไม่เคยเล่าเรื่องตัวเองเลย มันยากเย็นขนาดนั้นเลยเหรอคะ ฉันชอบหัวหน้าฮงมาก ๆ นะคะ ฉันก็แค่อยากรู้ว่า หัวหน้าฮงใช้ชีวิตมาอย่างไร ตอนนี้คิดอะไรอยู่ ฉันวาดฝันเอาไว้ว่าฉันกับหัวหน้าฮงจะเป็นหนึ่งเดียวกัน ช่วยพูดอะไรหน่อยเถอะค่ะ”

ดูชิกก็ยังคงนิ่งและเงียบงันอยู่อย่างนั้น จนคำแรกก็หลุดออกจากปากของเขา “ขอโทษ”

“ทำไมคุณถึงพยายามจะเป็นคนที่ฉันไม่รู้จักล่ะ ทำไมพยายามทำตัวเองให้ห่างเหินออกไป พยายามที่จะทำให้ตัวเองกลายเป็นคนแปลกหน้า มาถึงตอนนี้ฉันก็ยังไม่รู้เลยว่าหัวหน้าฮงเป็นใครกันแน่ เป็นคนแบบไหนกันแน่” น้ำตาของฮเยจินเอ่อล้นในขณะที่เธอกำลังคำพูดเหล่านั้นออกไป ซึ่งดูชิกก็ไม่ต่างกัน น้ำตาเอ่อล้นก่อนที่เขาจะเอ่ยคำพูดออกไปเช่นกันว่า …

“ผมก็เหมือนกัน ผมเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใครเหมือนกัน”

ฮเยจินเดินออกจากบ้านดูชิกไปทั้งน้ำตา ไม่ใช่น้ำตาของใครเพียงคนเดียว หากแต่เป็นน้ำตาของคนทั้งคู่ น้ำตาที่พยายามกลั้นมันไว้เท่าไรก็กลั้นเอาไว้ไม่อยู่

ระหว่างทางเดินกลับบ้าน ฮเยจินบังเอิญเจอยอฮวาจอง (ผู้นำชุมชน) ทั้งสองจึงได้คุยกัน ฮเยจินถามเรื่องถึงเหตุผลที่ทำให้ดูชิกออกจากงานแล้วกลับมาอยู่ที่กงจิน “อ๋อ ถ้าเป็นเรื่องนี้ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน และคนที่นี่ก็คงไม่มีใครรู้ด้วยเหมือนกัน หลังจากดูชิกเรียนมหาวิทยาลัยและเข้ากรม เขาก็ไม่ค่อยได้กลับมาที่นี่เลย แต่ฉันจำสภาพตอนที่เขากลับมาได้ เขาดูเป็นทุกข์มาก สายตาของเขาดูว่างเปล่าราวกับคนที่ทิ้งทุกสิ่งอย่างเอาไว้เบื้องหลัง ไม่มีใครกล้าถามเขาเรื่องนั้น ก็ได้แต่เดากันไปเองสารพัด”

หลังจากคุยกับยอฮวาจองสักพัก ฮเยจินก็เผลอหลับไปด้วยความอ่อนเพลียจากการทำคลอดยุนคยองมาทั้งคืน เมื่อตื่นขึ้นมา เธอจึงโทร. กลับไปหาดูชิก จากข้อความเตือนสายมิสคอล …

“ฮเยจิน ขอโทษนะที่ปล่อยคุณไปแบบนั้น ตอนนี้อยู่ที่ไหน เดี๋ยวผมไปหา”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันไม่อยากเจอ เพราะต่อให้หัวหน้าฮงมาตอนนี้ก็เอาแต่พูดขอโทษอยู่ดี ก็หัวหน้าฮงก็ขอโทษไปแล้ว ฉันว่าเราน่าจะให้เวลากันและกันนะคะ ฉันไม่ได้พูดเพื่อเป็นการถนอมน้ำใจก่อนที่จะบอกเลิกกันนะคะ เพราะฉันไม่ได้อยากเลิกกับหัวหน้าฮงแม้แต่นิดเดียว ฉันเพียงแค่รู้สึกว่าหัวหน้าฮงต้องการเวลาให้กับตัวเอง มันอาจทำให้หัวหน้าฮงจริงใจกับฉันมากขึ้น เราไม่ควรเป็นอย่างนี้ต่อไปค่ะ เราควรให้เวลากันทั้งคู่เพื่อที่ค้นหาว่าเราต้องการอะไรกันแน่” หมอฟันพูดไปด้วยเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความเศร้าที่มากมายเหลือเกิน

ผ่านไปหลายวันจนมาถึงวันจิตอาสาทำความสะอาดของชุมชน ฮเยจินกับดูชิกได้จับคู่กัน แต่สถานะก็ยังเหมือนเดิม สถานะต้องการเวลาให้กันและกัน เพราะดูชิกยังคงปิดปากเงียบอยู่อย่างนั้น

คืนหนึ่ง ดูชิกนั่งมองรูปถ่ายรูปนั้นแล้วนึกถึงอดีต เขานึกถึงรุ่นพี่ที่สนิทกับเขาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ภาพแฟลชแบ็กเผยให้เห็นว่า ภรรยาของรุ่นพี่คนนั้นต่อว่าดูชิกว่าเป็นคนที่ทำให้สามีของเธอตาย !

ระหว่างที่ดูชิกกำลังดำดิ่งอยู่ในห้วงของอดีต ตอนนั้นเองฮเยจินก็มาหาเขาที่บ้าน เพื่อบอกสิ่งที่เธอคิดจนตกผลึกแล้ว “ฉันใช้เวลาคิดเสร็จแล้ว … หัวหน้าฮงน่าจะรู้อยู่แล้วว่าฉันเป็นคนที่เกลียดความไม่แน่นอนมากที่สุด ที่ฉันจะพูดก็คือ ถึงแม้หัวหน้าฮงจะเป็นอย่างนั้น (เป็นคนไม่ชัดเจน) แต่ถ้าหัวหน้าฮงให้ความมั่นใจกับฉันว่าสักวันหนึ่งจะเปิดใจให้ฉัน ฉันก็จะรอนะ ฉันจะรอเมื่อหัวหน้าฮงพร้อมที่จะเปิดใจ แต่อย่าให้นานเกินไปล่ะ”

ฮเยจินยิ้มให้ดูชิก เป็นสัญลักษณ์ว่าเธอพยายามปรับตัวให้มากที่สุดเพื่อให้ความสัมพันธ์นี้เดินต่อไปได้ รอเพียงดูชิกเท่านั้นที่จะเปิดใจ

ตอนท้าย ในงานเลี้ยงปิดกล้อง ผู้ช่วยผู้กำกับฯ โดฮา เดินไปเผชิญหน้ากับดูชิกเมื่อเขาได้รู้ว่า “หัวหน้าฮง” มีชื่อจริงว่า “ฮงดูชิก” ผู้ช่วยผู้กำกับฯ ชกหน้าดูชิกอย่างเต็มแรง เพราะดูชิกคือคนที่ทำให้พ่อของเขาเป็นอัมพาตไปตลอดชีวิต !!?

ผู้ช่วยผู้กำกับฯ โดฮา สาวหมัดตะบันใส่หน้าดูชิกอย่างแรงเพื่อระบายความแค้น หลังจากรู้จักว่าชื่อจริงของหัวหน้าฮงคือฮงดูชิก “เพราะแก พ่อฉันถึงต้องเป็นอัมพาตไปตลอดชีวิต ครอบครัวฉันต้องแหลกเหลวไม่มีชิ้นดี ส่วนแกมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อย่างมีความสุข ตีหน้าซื่อเป็นคนแสนดี ไอ้เวรฮงดูชิก แกข่มตานอนหลับได้ยังไงวะ”

ดูชิกเดินหนีออกมาโดยมีฮเยจินเดินตามไป เขาบอกกับเธอว่า “สิ่งที่คุณได้ยินจากปากของโดฮาเป็นความจริงทุกอย่าง ผมเป็นคนที่ทำให้พ่อของโดฮาเป็นอย่างนั้นจริง ๆ และรูปที่คุณเห็นในวันนั้น ครอบครัวของรุ่นพี่ของผม ผมก็เป็นคนฆ่าเขา”

หลังจากเกิดเรื่อง ดูชิกเอาแต่เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน ส่วนฮเยจินก็รู้สึกสับสนจนทำตัวไม่ถูก ผ่านไปนานหลายวัน ฮเยจินจึงไปหาดูชิกที่บ้าน ในตอนนั้นเอง ดูชิกจึงตัดสินใจเล่าเรื่องที่เขาเก็บงำมาโดยตลอด …

“ผมมีรุ่นพี่ที่รู้จักคนหนึ่ง เป็นรุ่นพี่ที่ผมนับถือเหมือนพี่ชาย ชื่อพัคจองอู เราเป็นรูมเมตกันตอนเรียนอยู่มหาวิทยาลัย ตอนนั้นผมเรียนอยู่ปีหนึ่ง พอได้อยู่ด้วยกันก็ทำให้สนิทกัน หลังจากเรียนจบ ผมก็ได้เข้าทำงานในบริษัทที่พี่เขาทำงานอยู่ พี่เขาทำงานเป็นผู้จัดการการลงทุนอยู่ที่นั่น ตอนแรกผมก็ไม่ค่อยมั่นใจว่าตัวเองจะทำได้หรือเปล่า เพราะเป็นสายงานที่ไม่ได้เรียนมา แต่เมื่อได้ลงมือทำมันทำให้ผมรู้สึกว่ามันเป็นงานสำหรับผมจริง ๆ แถมยังได้เงินเยอะมากอีกด้วย …”

ดูชิกเล่าด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่รู้สึกได้ถึงความเศร้าในน้ำเสียง “วันหนึ่งพ่อของโดฮาก็มาขอคำแนะนำการลงทุนกับผม ด้วยความที่ท่านเป็นรปภ. อยู่บริษัทที่ผมทำงานทำให้เราต้องเจอกันทุกวัน ในตอนแรกผมก็ไม่อยากให้ท่านลงทุน เพราะมันมีความเสี่ยงสูง แต่ด้วยความที่ท่านคะยั้นคะยอผมจึงตกลงให้ท่านเข้าร่วมลงทุน โดยที่ผมไม่รู้เลยว่าท่านไปกู้หนี้ยืมสินมาลงทุน แล้วก็เกิดเรื่องขึ้นจนได้ เมื่อวิกฤติทางตลาดเงินตลาดทุนที่เรียกกันว่า วิกฤติเบนจามินโฮลดิ้งส์ ที่สหรัฐอเมริกา ได้สร้างผลกระทบกับตลาดหุ้นไปทั่วโลก ราคาหุ้นดิ่งลงฟลอร์ ตอนนั้นมันเป็นวิกฤติหนักจริง ๆ คุณลุงมาปรึกษาผม เพราะหุ้นที่ท่านลงทุนไปขาดทุนหนักไปกว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ ผมได้แต่พูดให้ท่านใจเย็น ๆ ไปก่อน แต่ผมก็ได้แค่พูดปลอบใจ เพราะตอนนั้นผมเองก็มีปัญหาที่ต้องแก้ไขไม่น้อย …”

ฮเยจินนั่งฟังดูชิกเล่าอยากตั้งใจ เธอมองเข้าไปในแววตาของดูชิกทำให้เธอรู้สึกถึงความเศร้าในก้นบึ้งหัวใจของเขา “ในตอนนั้นเมื่อผมได้รู้ว่าคุณลุงตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง ผมจึงจะขับรถไปเยี่ยมด้วยความเป็นห่วง แต่รุ่นพี่เห็นผมมีสภาพจิตใจย่ำแย่ เขาจึงขอขับรถให้ แต่แล้วสิ่งไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น”

ระหว่างทางที่ดูชิกกับจองอูกำลังไปหาพ่อของโดฮา รถบรรทุกที่ขับมาด้วยความเร็วพุ่งเข้าชนรถของทั้งสองด้านคนขับ ทำให้จองอูเสียชีวิตคาที่ ส่วนดูชิกได้รับบาดเจ็บ แม้ทางร่างกายจะไม่สาหัส หากทว่าความเจ็บปวดทางจิตใจนั้นเหมือนดั่งตายทั้งเป็น

ฮเยจินหลั่งน้ำตาออกมา เมื่อได้ฟังจุดพีคของ “เรื่องลึกลับของกงจิน”​ จากปากของดูชิก ทำให้เธอเข้าใจเขามากขึ้น เห็นใจกับสิ่งที่เขาแบกรับอยู่มากขึ้น เธอเข้าไปโอบกอดปลอบประโลมหัวใจของดูชิก ก่อนที่ทั้งสองจะหลั่งน้ำตาออกมาด้วยกัน …

“ร้องไห้ออกมาก็ได้นะคะ ปลดปล่อยความเจ็บปวดออกมาก็ได้นะคะ เพราะที่ผ่านมานั้นหัวหน้าฮงเก็บซ่อนความเจ็บปวดเอาไว้จนหนักอึ้งเกินไปแล้ว หัวหน้าฮงเศร้ากับฉันได้นะคะ ร้องไห้กับฉันได้นะคะ”

ว่าที่จริง ในตอนนั้นระหว่างที่ดูชิกรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล เขาคิดที่จะกระโดดสะพานเพื่อจบชีวิตตัวเอง เพราะแบกรับความเจ็บปวดเอาไว้ไม่ไหว แต่เป็นเพราะข้อความทางโทรศัพท์ข้อความเดียวที่ทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงนับจากนั้น ข้อความนั้นเป็นข้อความที่ถูกส่งมาจากคุณยายคิมกัมรี แวบความคิดแวบแรกมันผุดขึ้นมาในความคิดของดูชิก “สิ่งที่เราหลงลืมไป … คุณยายคิมกัมรีและกงจิน” มันทำให้ดูชิกนั่งก้มหน้ากอดเข่าร้องไห้ออกมาอยู่บนสะพาน เขาร้องไห้อยู่อย่างนั้นนานเท่าที่รถยนต์คันหนึ่งขับผ่านมา รถคันนั้นที่มีฮเยจินเป็นคนขับ เธอโทร. แจ้งเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินให้มาช่วยเหลือชายคนหนึ่งที่ไม่แม้แต่ที่เธอจะรู้จัก เธอจอดรถอยู่ห่าง ๆ เฝ้ารอดูจนเจ้าหน้าที่พาตัวชายคนไปอย่างปลอดภัย

เมื่อดูชิกออกจากโรงพยาบาล สิ่งที่เขาทำก็คือขายทรัพย์สินทุกอย่างที่เขามีเปลี่ยนเป็นเงินสด เพื่อเอาเงินทั้งหมดที่ได้ไปให้กับแม่ของโดฮา เขารู้ดีว่ามันไม่อาจชดเชยความผิดในสิ่งที่เขาก่อได้ แต่อย่างน้อยสิ่งนี้เงินจำนวนนี้มันก็สามารถทำให้ความฝันของคุณลุงที่ต้องการให้ลูกได้รับการศึกษาที่ดีเป็นจริงได้

ณ จุดนั้น ฮงดูชิกจึงกลับมาที่รากเหง้าของตัวเอง รากเหง้าที่ตัวเองหลงลืมไป … กงจิน

ตัดกลับมาปัจจุบัน …

โดฮามานั่งรอดูชิกอยู่ที่หน้าบ้าน โดฮาในตอนนี้ต่างจากโดฮาที่ตะบันหมัดเข้าใส่ดูชิก เขาดูนิ่งและสงบนิ่ง ไม่เดือดดาลกับดูชิกเหมือนที่เป็นก่อนหน้านี้ …

“ผมแปลกใจไม่น้อยนะ หลังจากที่เกิดเรื่องครอบครัวของผมก็สิ้นเนื้อประดาตัว แต่เราสามารถย้ายบ้านไปอยู่อพาร์ตเมนต์ได้ ส่วนเงินกู้ยืมทางการศึกษาของผมแม่ก็มีเงินไปจ่ายจนหมด ท่านได้แต่บอกผมว่าไม่ต้องสนใจเรื่องหนี้ ให้ตั้งหน้าตั้งตาเรียนแล้วหางานทำ ส่วนเรื่องค่ารักษาของพ่อก็ไม่ต้องเป็นห่วง … เป็นคุณเองใช้มั้ย มันเป็นเงินของคุณใช่มั้ย” ในตอนท้าย โดฮาก็ร้องไห้ออกมาพร้อมทั้งเอ่ยคำพูดที่เหมือนเป็นการปลดปล่อยดูชิก “มันไม่ใช่ความผิดของคุณผมรู้ดี”

ต่อมา ภรรยาและลูกของรุ่นพี่จองอูก็มาที่กงจิน เรื่องราวได้นำพาให้ดูชิกได้รับการปลดปล่อยอีกครั้ง เขาได้รับการให้อภัย ทุกคนให้อภัยเขาและไม่มีใครสักคนที่คิดว่าเขาเป็นคนผิด ส่วนฮเยจินก็บอกให้ดูชิกมูฟวอนต่อไป

ในตอนท้าย เรื่องน่าตกตะลึงก็เกิดขึ้นอีกครั้ง คุณยายคิมกัมรีนายเสียชีวิตอย่างสงบในคืนนั้นเอง …

ดูชิกสามารถเอาชนะบาดแผลในอดีตไปได้ จากการให้อภัยและปลอบโยนจากคนรอบข้าง โดยเฉพาะจากฮเยจินที่อยู่เคียงข้างเขาไม่ห่าง

การจากไปของคุณยายคิมกัมรีนั้น ทำให้ชาวกงจินต่างเสียใจ แต่ดูเหมือนว่าคนที่เสียใจที่สุดก็คงไม่พ้นดูชิก โดยเฉพาะเมื่อเขาได้อ่านจดหมายของคุณยายคิมกัมรีที่เขียนลายมือถึงเขา ก่อนที่คุณยายจะจากไป …

“ไม่ว่าจะมีเรื่องทุกข์แค่ไหนแต่คนเราก็ต้องกิน แกมีแผลในใจมาตั้งแต่เด็ก สิ่งที่ฉันทำเพื่อแกได้ก็แค่เรื่องกินเท่านั้นแหละ แกกินอาหารที่ฉันทำจนโต รู้ไหมว่าฉันภูมิใจมากแค่ไหน … ดูชิก จำที่แกเคยบอกฉันได้ไหม ว่าสิ่งที่พ่อแม่ควรทำเพื่อลูกมากที่สุดคือการไม่เจ็บป่วย หัวอกคนเป็นพ่อแม่ก็ไม่ต่างกัน ใจของพ่อแม่แทบแหลกสลายเมื่อเห็นลูกเจ็บป่วย … ดูชิก แกเป็นทั้งหลานและลูกชายของฉัน ห้ามลืมเรื่องนี้เด็ดขาดนะ … ดูชิก คนเราต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางคนอื่น ๆ บางครั้งการใช้ชีวิตก็ดูเหมือนจะหนักอึ้ง แต่ถ้าเราเรียนรู้ที่จะอยู่ท่ามกลางคนอื่น ๆ จะต้องมีใครสักคนที่แบกเราขึ้นหลัง เหมือนอย่างที่แกทำเพื่อฉัน เพราะฉะนั้น แกอย่าขังตัวเองไว้คนเดียวเลย กินข้าวที่ยายทำแล้วรีบออกมาใช้ชีวิตเถอะนะ”

แม้ดูชิกจะผ่านความผิดหวังในชีวิตมากมายหลายครั้ง แต่ทุกครั้งเขาจะอดกลั้นเอาไว้ พยายามเก็บเอาไว้โดยไม่แสดงออกมาให้ใครได้รับรู้ ไม่มีครั้งไหนเลยที่เขาจะแสดงความเศร้าออกมาอย่างเต็มที่ แต่ครั้งนี้กลับต่างออกไป เขากอดฮเยจินทั้งร้องไห้ออกมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ราวกับว่าเขาได้ปลดปล่อยน้ำตาที่เก็บสะสมเอาไว้ทั้งชีวิตออกมาในวันนี้

ระหว่างนั้น ความลับแห่งกงจินเรื่องที่ว่า ใครคือผู้ถูกล็อตโต้ 1,400 ล้านวอนก็ถูกเปิดเผย คนคนนั้นคืออึนชอล แต่ดูเหมือนว่าคนที่ถูกหวยจริง ๆ กลับเป็นมีซอน ซึ่งได้เจอผู้ชายที่แสนดีอย่างอึนชอล

มีซอนเตรียมวางแผนแต่งงาน แต่ดูเหมือนว่าฮเยจินจะใจร้อนอยากจะแต่งงานกับดูชิกในวันนี้พรุ่งนี้ เธอจึงวางแผนที่จะขอดูชิกแต่งงานที่ชายหาด ซึ่งเป็นที่พวกเขาเจอกันครั้งแรก

“เราได้เจอกันที่นี่ แต่คลื่นก็พัดพาเรามาจนถึงตรงนี้ เหมือนกับที่รองเท้าคู่นี้ได้กลับมาหาฉัน” ฮเยจินหยิบรองเท้าคู่ใหม่ที่เธอตั้งใจซื้อให้ดูชิก เอามาวางไว้ข้างรองเท้าส้นสูงคู่โปรดของเธอ “ฉันอยากให้รองเท้าของเราวางคู่กันที่หน้าประตูบ้านตลอดไป … แต่งงานกับฉันนะ”

“ไม่ !”

ดูชิกตอบกลับไปแทบไม่คิดแม้วินาทีเดียว ทำเอาฮเยจินถึงกับอึ้งไป แต่แท้จริงแล้ว วันนี้เป็นวันที่ดูชิกตั้งใจจะมาขอเธอแต่งงานเช่นกัน ทำให้เขาตอบปฏิเสธไป เพื่อที่เขาจะได้เป็นฝ่ายขอเธอแต่งงานเอง …

“วันนั้นตอนที่ผมอยู่ในทะเล ผมเห็นผู้หญิงคนหนึ่งนั่งนิ่ง ๆ อยู่ตรงนั้น แต่แววตาคู่นั้นดูเศร้ามาก แววตาคู่นั้นติดอยู่ในหัวผมมาตลอด และผมก็ไม่คิดเลยว่าต่อมาผมจะหลงรักผู้หญิงคนนี้ทั้งหมดของหัวใจ”

ทั้งสองกอดกันด้วยความรักอยู่ที่ชายหาดแห่งนั้น ชายหาดที่เป็นจุดเริ่มต้นความรักของพวกเขา และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการมีชีวิตคู่ของพวกเขา … มันเป็นจุดเริ่มต้นของความสุขอย่างแท้จริง

“เรามาวางรองเท้าสองคู่ที่หน้าประตูบ้าน วางแปรงสีฟันสองด้ามในห้องน้ำ วางผ้ากันเปื้อนสองผืนไว้ที่ห้องครัว วางทุกอย่างไว้เป็นคู่กันนะ แล้วมาใช้ชีวิตวันนี้ วันพรุ่งนี้ และทุกช่วงเวลาในบ้านหลังนั้นด้วยกัน”

จบบริบูรณ์

Photos: tvN Korea