สรุปเนื้อเรื่องซีรีส์ Lovers of the Red Sky (2021)

สรุปเนื้อเรื่องซีรีส์ Lovers of the Red Sky (2021)

Lovers of the Red Sky (2021) : เรื่องราวความรักของจิตรกรสาวสุดเทพ ฮงชอนกี กับฮารัม ชายหนุ่มตาบอดผู้มีสกิลการอ่านดวงดาวบนท้องฟ้า !?

คะแนน 8.5/10 เรตติ้งเฉลี่ย 8.8
สนุกไหม ? บอกเลยว่าเป็นโรแมนติกแฟนตาซีที่สนุกมาก ๆ สุดทุกรสชาติ ดราม่าก็จัด โรแมนซ์ก็สุด ทั้งความฮาความน่ารัก คือแบบ คิมยูจองกับอันฮโยซอบนี่คือใช่เลย … ดูเถอะ ถ้าพลาดแล้วจะหาว่าไม่เตือน

EP.1 ฟ้าสีแดง

คำสาปแช่งของพญามาร

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มนุษย์อาศัยอยู่ร่วมกับสิ่งเหนือธรรมชาติที่มองไม่เห็น หนึ่งในนั้นคือ “ยายซัมชิน” เทพที่มีลักษณะรูปร่างเป็นหญิงชราใจดี และเป็นร่างที่สถิตของเทพอีกสามองค์ นั่นก็คือ เทพแห่งการกำเนิด, เทพแห่งความตาย และเทพผู้รักษาความสมดุล

ทีนี้ ปัญหามันเริ่มเกิดขึ้นเมื่อเทพแห่งความตายพยายามทำลายเทพแห่งความสมดุล ทำให้ความสมดุลระหว่างความเป็นและความตายพังทลาย มีผลทำให้โลกนี้ถูกครอบงำด้วยความหวาดกลัว ตอนนั้นเอง พญามารได้ทำการแยกตัวออกจากร่างของยายซัมชิน และมาอาศัยอยู่บนความโลภอันชั่วร้ายของมนุษย์

พระเจ้ายองจงที่เป็นใหญ่ขึ้นมาได้เพราะมีพญามารอยู่ในร่าง แต่เมื่อนานวันเข้าพระองค์ก็เกิดกลัวว่าจะควบคุมพญามารเอาไว้ไม่อยู่ จนกลายเป็นเหตุแห่งการนองเลือด พระองค์จึงทำการสละราชบัลลังก์ให้กับพระราชโอรส (ซึ่งต่อมาคือพระเจ้าซองโจ) และได้ทำพิธีกรรมที่เรียกว่า การผนึกพญามารให้เข้าไปอยู่ในรูปวาดของพระองค์ (คล้าย ๆ กับสะกดวิญญาณในหม้อแม่นาก เป็นเพียงแต่เปลี่ยนจากหม้อเป็นรูปวาดอะไรประมาณนั้น)

ในคืนวันทำพิธีพระเจ้ายองจงและเหล่าขุนนางทั้งหลาย สามารถผนึกพญามารเข้าไปอยู่ในรูปวาดได้สำเร็จ แต่มันก็ได้เกิดเหตุการณ์อีกหลายอย่างขึ้นในเวลาเดียวกัน …

ประการแรก ก่อนพญามารจะถูกผนึกเข้าไปในภาพวาด มันได้ทำการสาปแช่งเอาไว้ “จากนี้ไป พวกเจ้าทุกคนจะต้องทนทุกข์จากภัยแล้งและความอดอยาก ลูกหลานพวกเจ้าจะต้องอยู่กับความมืดมิดไม่มีที่สิ้นสุด ลูกหลานพวกเจ้าจะไม่มีวันวาดภาพได้อีก”

ประการที่สอง ในคืนนั้นภรรยาของจิตรกรที่วาดภาพของพระเจ้ายองจงได้ให้กำเนิดลูกสาวท่ามกลางฝูงหมาป่า ด้วยความกลัวว่าลูกจะได้รับอันตราย นางจึงอ้อนวอนขอต่อยายซัมชินให้มาช่วย “ท่านซัมชินช่วยปกป้องลูกของข้าด้วยเถิด” นางพูดซ้ำ ๆ อยู่อย่างนั้นจนในที่สุดยายซัมชินก็ปรากฏตัวขึ้น และจัดการไล่เหล่าหมาป่าที่กำลังเข้ามารุมทำร้ายทารกตัวน้อยหนีไปจนสิ้น

ยายซัมชินโอบกอดทารกตัวน้อยเอาไว้ในอ้อมกอดด้วยความเอ็นดู ก่อนที่จะเอ่ยว่า “มัน (พญามาร) ทำให้เจ้าต้องตาบอด มันอำมหิตไม่เปลี่ยนเลยจริง ๆ เจ้าหนูข้าถอนคำสาปให้เจ้าไม่ได้นะ แต่ข้าจะจับคู่เจ้ากับผู้ที่จะปกป้องเจ้า” ทารกน้อยยิ้มออกมาขณะอยู่ในอ้อมกอดของยายซัมชิน

ประการที่สาม พ่อของเด็กน้อย (จิตรกรผู้วาดรูปภาพ) โดนพลังของพญามารทำร้ายระหว่างการทำพิธีจนกลายเป็นคนสติไม่สมประกอบ

ประการที่สี่ หลังเสร็จพิธีพระเจ้ายองจงได้สั่งฆ่าท่านฮาชองจิน ขุนนางผุ้ทำพิธีผนึกพญามารเข้ากับรูปวาด (ประมาณว่าเสร็จศึกฆ่าขุนพลอะไรแบบนั้น)

ภัยแล้งและอดอยากทั้งแผ่นดิน

9 ปีต่อมา ในรัชสมัยของพระเจ้าซองโจปีที่ 9 ราษฎรทั้งแผ่นดินต้องประสบพบเจอกับความอดอยากจากภาวะภัยแล้งเป็นเวลาต่อเนื่องยาวนานถึง 9 ปี มีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่คิดว่า เป็นเพราะกษัตริย์ไม่มีคุณธรรมจึงถูกเทพเจ้าลงโทษเช่นนี้ ทำให้มีซู ในฐานะร่างทรงหลวง ต้องเดินทางออกตามหาผู้ที่จะมาบูชายัญในการทำพิธีขอฝน

ทีนี้ เด็กชายที่มีซูต้องการนำไปทำพิธีบูชายัญขอฝนก็คือฮารัม ลูกชายของฮาซองจิน (ขุนนางที่ถูกกษัตริย์องค์ก่อนสั่งเก็บ แต่เขารอดชีวิตมาได้) เนื่องจากฮารัมเกิดมาพร้อมกับพลังวารี

แม้ฮาซองจินจะไม่พอใจแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เพราะเป็นคำสั่งจากวังหลวง เขาจึงพาฮารัมเข้าวังหลวงเพื่อทำพิธีขอฝน ระหว่างทางเขาบังเอิญได้ไปเจอเข้าไปชายนักวาดภาพข้างถนนที่สติไม่สมประกอบ ที่มีลูกสาวตาบอดชื่อชอนกี แต่ที่สิ่งน่าตกใจคือฮาซองจินจำได้ว่าชายคนนั้นคือจิตรกรที่วาดภาพ

ณ จุดนี้เอง ชอนกีกับฮารัมได้มาเจอกัน ตามที่ยายซัมชินได้ให้สัญญาไว้

เพียงชั่วเวลาเพียงวันเดียวที่ฮารัมกับชองกีได้ใช้ชีวิตไปเที่ยวเล่นด้วยกัน แต่มันทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ชอนกีพาฮารัมไปที่สมาคมจิตรกรแบคยู และอธิบายว่าทำไมเธอถึงชอบมาที่นี่ทั้ง ๆ ที่เธอตาบอด “เจ้าลองหลับตาดูสิ เมื่อเจ้าหลับตาเจ้าก็จะได้ยินเสียง เสียงพู่กันขยับบนกระดาษ เมื่อข้าได้ยินเสียงเหล่านี้ ถาพต่าง ๆ ก็จะผุดขึ้นมาในหัวของข้า พอภาพเหล่านั้นมันผุดขึ้นมา มันทำให้ข้ารู้สึกดีมาก ๆ เลย พูดง่าย ๆ คือข้ามองโลกใบนี้ผ่านเสียง”

ระหว่างนั้นยายซัมชินก็เฝ้าดูเด็ก ๆ ทั้งสองอยู่ไม่ห่าง ขณะที่เด็ก ๆ ทั้งสองต่างรู้สึกผูกพันกันในระยะเวลาอันสั้น นั่นอาจจะเป็นเพราะชอนกีไม่เคยมีเพื่อนมาก่อน เธอเล่าให้ฮารัมฟังถึงสิ่งที่เธอต้องเผชิญตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา “ข้าตาบอดมาแต่กำเนิด แม่ของข้าก็ต้องมาตายในวันที่ข้าเกิด ส่วนท่านพ่อก็ต้องกลายเป็นคนสติไม่สมประกอบ ข้าไม่เคยมีเพื่อมาก่อนเลย เพราะใคร ๆ ต่างก็หาว่าข้าเป็นตัวซวย”

ฮารัมได้ยินเรื่องราวชีวิตอันน่าเศร้าของชอนกีแล้วก็ได้แต่ปลอบใจ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของชอนกี ดังนั้นจึงไม่ควรโทษตัวเอง เรื่องที่เกิดขึ้นอยู่เหนือความสามารถของมนุษย์ที่จะจัดการได้ จากนั้นเขาก็สัญญากับชอนกีว่า เมื่อทำพิธีขอฝนเสร็จแล้วจะไปเก็บลูกท้อให้เธอกิน

ในการประชุมที่ท้องพระโรง มีการโต้เถียงกันเรื่องการทำพิธีขอฝน มีซูต้องการทำพิธีบูชายัญมนุษย์ “เมื่อร้อยปีก่อนก็มีผู้สังเวยชีวิตเพื่อทำพิธีขอฝนเช่นเดียวกัน เพื่อให้เหล่าทวยเทพหายโกรธและประธานฝนลงมาให้” แต่เหล่าขุนนางคนอื่น ๆ ไม่เห็นด้วย เพราะการบูชายัญมนุษย์เป็นการขัดต่อหลักคำสอนของขงจื๊อและเม่งจื้อ และถือเป็นเรื่องเลวร้ายมาก สุดท้ายพระเจ้าซองโจจึงตัดสินให้ทำพิธีขอฝนเพียงอย่างเดียว โดยไม่ให้มีการทำพิธีบูชายัญมนุษย์

อย่างไรก็ตาม มีซูตัดสินใจที่จะฝ่าฝืนคำสั่งของฝ่าบาท เพราะเธอเชื่อว่าการทำพิธีขอฝนโดยไม่มีการบูชายัญมนุษย์เป็นการทำพิธีที่ไร้ประโยชน์

บูชายัญมนุษย์

ในวันทำพิธีขอฝน องค์ชายจูฮยางได้เดินเข้าไปเที่ยวเล่นในตำหนักคยองวอน ซึ่งเป็นที่เก็บรักษาภาพวาดของกษัตริย์องค์ก่อน ๆ ซึ่งโดยปรกติจะเป็นเขตหวงห้าม หากแต่วันนี้เป็นวันทำพิธีทำให้ไม่มีทหารยามเฝ้า

ทีนี้ เมื่อองค์ชายจูฮยางเดินเข้าไปในตำหนัก ก็ได้ยินเสียงเรียกจากพญามารที่ถูกผนึกเอาไว้ในรูปวาดของกษัตริย์องค์ก่อน “เจ้าจะได้เป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่” พญามารเรียกองค์ชายแบบนั้นซ้ำ ๆ จนความทะเยอทะยานอยากภายในใจขององค์ชายจูฮยางกระตุ้นให้พนะองค์ทำอะไรบางอย่างที่ไม่ควรทำ พระองค์เดินเข้าไปฉีกยันต์ และตัดสินใจเผาภาพวาดนั้น !!!

พญามารถูกปลดปล่อยออกมาอีกครั้ง แต่มันไม่อาจจะเข้าสิงร่างขององค์ชายจูฮยางได้ เพราะองค์ชายพกยันต์ศักดิ์สิทธิ์ติดตัวเอาไว้

ในส่วนของลานทำพิธี ที่ทำบริเวณริมสระน้ำภายในวังหลวง ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่มีซูกำลังทำพิธีบูชายัญมนุษย์โดยไม่มีใครรู้ ทันใดนั้นเอง พญามารก็มาเข้าสิงฮารัมจนทำให้เขาตกน้ำไป ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ชอนกีกำลังวิ่งมา จู่ ๆ ก็ตกน้ำลงไปเช่นกัน

ขณะที่ร่างของเด็ก ๆ ทั้งสองดำดิ่งลงไปสู่ก้นสระและหมดสติไป ยายซัมชินก็ปรากฏตัวขึ้นมา พร้อมกับมอบดวงตาและพลังของฮารัมไปให้ชอนกี นั่นเป็นเพราะยายซัมชินไม่ต้องการให้พญามารสามารถใช้พลังได้ขณะที่สิงอยู่ในร่างของฮารัมนั่นเอง “เจ้าได้เสียสละช่วยผู้คนนับหมื่นนับพัน พญามารเจ้าจงสถิตอยู่ในร่างของเด็กคนนี้เถิด แต่ข้าจะพรากดวงตาและพลังของเข้าไป เจ้าจะไม่สามารถใช้พลังของเจ้าได้อีก จนกว่าจะได้ดวงตาของเจ้าคืน”

จากนั้น ยายซัมชินก็พูดกับชอนกี “เจ้าเป็นเด็กที่จะมากอบกู้โลกใบนี้ ข้าจะให้ดวงตาคู่นี้อยู่กับเจ้าช่วงเวลาหนึ่ง จงลุกขึ้นมาแต่งเติมโชคชะตาของเจ้าเถิด”

ร่างของฮารัมลอยขึ้นมาจากน้ำ เมื่อเขาฟื้นได้สติขึ้นมาก็ตกใจที่ตัวเองมองไม่เห็นอะไรเลย ในทางตรงกันข้าม ชอนกี

พระเจ้าซอนโจมีรับสั่งให้จับกุมร่างทรงมีชูเพราะถือว่าขัดพระบัญชาที่ใช้ชีวิตของ ฮารัมมาบูชายัญ ฮารัมฟื้นขึ้นมาโดยที่มองไม่เห็นอะไรอีก ในขณะที่ชอนกีฟื้นอยู่อีกที่หนึ่งและมองเห็นทุกสิ่งรอบตัวของนาง

EP.2 จิตรกรหญิงผู้เลอเลิศ

หลังจากพิธีขอฝนผ่านพ้นไป พระเจ้าซองโจจึงมีรับสั่งให้ทำการซ่อมภาพวาดของพระเจ้ายองจง เพื่อจะได้ทำพิธีผนึกพญามารกลับเข้าไปในภาพวาดอีกครั้ง เพราะเป็นทางเดียวที่จะหยุดพญามารได้ แต่ดูเหมือนว่าเรื่องที่พระเจ้าซองโจประสงค์จะไม่เกิดขึ้น ปัญหาคือไม่มีใครพบเบาะแสของพญามารเลยนับแต่วันนั้น อีกทั้งจิตรกรฮงอึนโอก็กลายเป็นคนสติฟั่นเฟือนไม่สมประกอบไปเสียแล้ว

19 ปีต่อมา เป็นปีที่ 31 ในรัชสมัยของพระเจ้าซองโจ …

ตอนนี้ชอนกีโตเป็นสาวแล้ว เธอกลายเป็นจิตรกรระดับชั้นเอกอุที่วาดภาพเลียนแบบเพื่อหาเงินไปรักษาพ่อ ฮงอึนโอที่วันเวลาผ่านไปหลายสิบปีแล้ว แต่เขาก็ยังคงเปิดแผงรับวาดรูปที่ตลาดอยู่เหมือนเดิม และในภาพจำของเขาก็ยังคงจำชอนกีเป็นเด็กหญิงตาบอดตัวน้อยอยู่เหมือนเดิม ทุกวันของเขาวันลูปกลับมาเป็นวันเดิมซ้ำ ๆ อยู่อย่างนั้น

ด้วยความที่ภาพเลียนแบบเป็นสิ่งผิดกฎหมายในสมัยนั้น ชอนกีจึงต้องแอบไปวาดภาพเหล่านั้นตอนกลางคืน พูดง่าย ๆ ก็คือหมุดหมายเดียวของเธอคือการรักษาพ่อให้หายจากอาการสติฟั่นเฟือนให้ได้

ชอนกีนำเงินที่สะสมไว้อย่างยากลำบากจากการขายภาพวาด ไปซื้อยาวิเศษหายากจากพ่อค้าชาวจีน โดยพ่อค้ายาอ้างสรรพคุณว่า ยาทรงกลมเม็ดสีทองนี้ได้มาจากเต่าอายุนับหมื่นปี ซึ่งเมื่อกินเข้าไปอาการจะดีขึ้นนับตั้งแต่วินาทีแรก ชอนกีดีใจเป็นอย่างมากรีบจ่ายเงินแล้วเดินทางไปหาท่านพ่อในทันที

แต่ปรากฏว่า มันเป็นยาปลอม ที่ไม่มีผลทางด้านการรักษาแม้แต่นิดเดียว !

ตัดภาพมาที่ฮารัม แม้จะตาบอดแต่ก็เป็นที่เลื่องลือในด้านความเป็นหนุ่มรูปงาม อีกทั้งความสามารถของเขาก็มีอยู่มากหลาย เขาเป็นนักโหราศาสตร์ในวังหลวงที่ใช้หลักการดูดาวในการทำนายทายทัก สกิลความเทพของเขาเป็นที่ยอมรับของพระเจ้าซองโจเป็นอย่างมาก

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ในด้านสว่างเขาจะเป็นเพียงบัณฑิตหนุ่มตาบอดในวังหลวง แต่อีกด้านหนึ่ง เขาเป็นเจ้าของฉายานามอิลวอลซอง เจ้าของวอลซองดังที่รับทำนายดวงชะตาผู้คนที่แม่นยำราวกับตาเห็น ไม่ต่างอะไรกับขงเบ้งแม้แต่นิดเดียว แต่ทว่าไม่เคยมีใครเคยเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของอิลวอลซอง ดังนั้น ตัวตนในมุมนี้ของฮารัมจึงถูกปกปิดเป็นความลับ

ว่าที่จริง ฮารัมยังคงเก็บงำความแค้นเอาไว้ ความแค้นที่มีราชโองการสั่งให้ฆ่าพ่อแม่ของเขาตายไปต่อหน้าต่อตา ทั้ง ๆ ที่ทำคุณงามความดีให้กับแผ่นดินไว้มากหลาย ไม่ว่าการเสี่ยงชีวิตผนึกพญามารของท่านพ่อ หรือแม้แต่การที่เขาต้องเสียดวงตาไปในพิธีขอฝนเมื่อ 19 ปีที่แล้ว ฮารัมตั้งใจที่จะแก้แค้นให้ได้ และดูเหมือนว่าเวลานั้นใกล้มาถึงเต็มทีแล้ว

ฮารัมรู้เรื่องราวในอนาคตมากมาย แต่เขาเลือกที่ไม่เล่าเรื่องการคิดก่อการกบฏขององค์ชายจูฮยาง (องค์ชายที่เผาภาพวาดที่ผนึกพญามารเอาไว้นั่นแหละ) ให้พระเจ้าซองโจได้รับรู้

ด้านชอนกีเมื่อรู้ว่าโดนหลอกให้ซื้อยาปลอมก็วางแผนที่จะเอาคืน นางสืบจนรู้ว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังก็คือพ่อค้าภาพที่นางเอาภาพไปขายนั่นเอง นางจึงวางแผนให้พ่อค้าภาพโดนทางการจับกุมในข้อหาขายภาพปลอม

อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดพ่อค้าภาพก็ได้รับการปล่อยตัวในที่สุด โดยการจ่ายสินบนเป็นเงินก้อนโต ทีนี้การตามล่าตัวชอนกีจึงเริ่มขึ้น เพราะเขารู้ดีว่านางเป็นคนวางแผนทำให้เขาต้องติดคุก

ชอนกีวิ่งหนีการไล่ล่าของพ่อค้าภาพจนมาเจอเข้ากับเกี้ยวของฮารัม นางจึงขอเข้าไปหลบอยู่ในนั้น ทั้งสองได้มาเจอกันเป็นครั้งแรกในรอบ 19 ปี ในตอนนั้นเอง เซนส์ของฮารัมกระตุ้นเตือนให้เขานึกถึงเด็กสาวตาบอดคนนั้นเมื่อ 19 ปีก่อน เขาไม่รู้ว่าทำไมจู่ ๆ ถึงได้นึกถึงเด็กหญิงตาบอดคนนั้นขึ้นมา “ทำไมนางถึงทำให้ข้าคิดถึงเด็กผู้หญิงคนนั้นได้นะ”

ระหว่างเดินทางอยู่ในเกี้ยวด้วยกัน ชอนกีเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฮารัมฟัง ก่อนที่นางจะชมว่าดวงตาของเขาช่างงดงามเหลือเกิน “ดวงตาท่านช่างงดงามเหลือเกิน เหมือนอัญมณีสีเพลิงเลย” ฮารัมแปลกใจที่นางชมว่าตาของเขาสวย “ไม่เคยมีใครพูดกับข้าแบบนี้มาก่อนเลย ใครเห็นดวงตาของข้าก็มองว่าข้าเป็นตัวประหลาดทั้งนั้น”

แต่ทันใดนั้นเองก็เกิดเรื่องประหลาดขึ้น เมื่ออยู่ดี ๆ ดวงตาของชอนกีเปล่งสีแดงออกมา แล้วฮารัมก็เกิดอาการแปลกประหลาดขึ้นมา แล้วเหตุการณ์ตอนที่เขาจมน้ำก็ผุดในหัวของเขา จังหวะนั้นเองฮารัมสั่งให้หยุดเกี้ยวและขอให้ชอนกีลงไปจากเกี้ยวเดี๋ยวนี้ … ชอนกีลงจากเกี้ยวไปด้วยความมึนงงว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมจู่ ๆ ถึงมาไล่ลงกลางทางแบบนี้

ต่อจากนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นภายในเกี้ยวเป็นเรื่องน่ากลัวเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด ม่านหมอกสีดำได้ลอดออกมาจากเกี้ยว บัดนี้ ฮารัมได้กลายเป็นพญามารไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว !

พญามารเอ่ยวาจาออกมาว่า “เจ้าพลาดแล้วล่ะ ฮารัมเอ๋ย ในวันเหมายันที่พลังหยินแกร่งกล้าเช่นนี้เจ้ายังกล้าออกมานอกวังหลวง” ในขณะที่พญามารรู้แล้วว่าดวงตาของมันอยู่กับชอนกี !!!

EP.3 โถอันเป็นนิรันดร์

พญามารที่ถูกผนึกอยู่ในร่างฮารัมได้ปรากฏตัวขึ้นมาเป็นครั้งแรก เพราะวันนี้เป็นวันที่เรียกว่าวันเหมายันซึ่งเป็นวันที่พลังหยินกล้าแกร่งมาก และฮารัมได้เดินทางออกมานอกวังหลวง สิ่งที่มันต้องการคือดวงตาของมัน และมันรู้แล้วว่าดวงตาของมันอยู่กับชอนกี

ในขณะที่ชอนกีกำลังเดินเท้ากลับไปยังสมาคมจิตรกร โดยที่ไม่รู้ว่าพญามารกำลังตามล่าตัวนางเพื่อเอาดวงตาของมันคืน จังหวะนั้นเองยายซัมชินก็ปรากฏตัวขึ้นเพื่อช่วยให้ชอนกีรอดพ้นจากพญามาร ยายซัมชินได้ทำให้ชอนกีหลับ และใช้พลังอำพรางตัวไม่ให้พญามารมองเห็น

แต่มันเกิดผิดแผน เมื่อผ่านไปชั่วเวลาหนึ่ง ชอนกีตื่นขึ้นมาแล้วก็ลุกลี้ลุกลนจะกลับ พญามารจึงพุ่งเข้ามาหมายจะควักลูกตาของมันคืน แต่ทันใดนั้นเอง ทุกสิ่งอย่างก็หยุดนิ่งประหนึ่งกดปุ่ม pause พร้อมกับการปรากฏตัวของพยัคฆี เทพผู้ปกปักรักษาหุบเขาแห่งนี้ “ดินแดนแห่งนี้อยู่ภายใต้การปกปักของข้า ออกไปจากหุบเขานี้เดี๋ยวนี้” เทพพยัคฆีลั่นใส่พญามาร แต่ไม่ทันสิ้นเสียง พญามารก็โจมตีเข้าใส่พยัคฆี

การต่อสู้ดำเนินไปไม่นานนักก็เห็นชัดเจนว่าพยัคฆีแข็งแกร่งกว่ามากมายนัก จังหวะนั้นเอง พยัคฆีจึงจะซัดพลังสุดท้ายเพื่อหมายสังหารพญามาร แต่ทว่ายายซัมชินก็ปรากฏตัวขึ้นและได้ห้ามพยัคฆีเอาไว้ ก่อนจะเอ่ยเหตุผลออกมา “พญามารไม่มีวันตายหรอก ข้าผนึกพญามารเข้าไว้กับร่างของชายผู้นั้น ถ้าเจ้าฆ่าเขาตาย พญามารก็จะเป็นอิสระ สิ่งที่จะต้องทำก็คือ ทำให้พญามารออกจากร่างของชายผู้นั้นแล้วผนึกพญามารไว้กับโถอันเป็นนิรันดร์”

แล้วยายซัมชินก็อธิบายต่อว่า ชอนกีจะเป็นผู้ที่ปั้นโถอันเป็นนิรันดร์ขึ้นมา “เมื่อถึงเวลานางจะทำได้เอง นางเป็นทายาทแห่งโชคชะตา” จากนั้นยายซัมชินก็บอกให้พยัคฆีให้ช่วยปกป้องคนทั้งสองให้ปลอดภัยจนกว่าจะถึงวันนั้น เพราะถ้าปล่อยให้พญามารฟื้นขึ้นมาได้ก็จะเกิดเหตุการณ์นองเลือดครั้งใหญ่ขึ้นอีกครั้ง

หลังจากพยัคฆีและยายซัมชินไปแล้ว ทุกอย่างก็เหมือนถูกกดปุ่ม play กลับมาอีกครั้ง ณ จุดนั้นเอง ร่างของฮารัมที่โดนพยัคฆีซัดไปห้อยต่องแต่งอยู่บนต้นไม้ก็ร่วงลงมาทับชอนกีที่ยืนอยู่ตรงนั้นพอดี ชอนกีจึงแบกฮารัมขี่หลังไปพักฟื้นอยู่ที่เรือนแห่งหนึ่งบนเขาจนผล็อยหลับไป

ระหว่างนั้นทางวังหลวงก็วุ่นวายเป็นการใหญ่กับการหายตัวไปของฮารัม พระเจ้าซองโจจึงพระราชโองการให้ออกตามหาฮารัมอย่างเร่งด่วน แม้ว่าขุนนางฝ่ายในบางคนดูจะไม่เห็นด้วยกับการที่ฝ่าบาทให้ความสำคัญกับฮารัมมากจนเกินไป

เช้าวันรุ่งขึ้น ชอนกีเห็นฮารัมอาการไม่ดีขึ้นจึงไปตามหมอให้มาดูอาการ

ระหว่างนั้นเอง องค์ชายยังมยองใช้สุนัขดมกลิ่นออกตามหาฮารัม โดยเริ่มต้นจากจุดที่เกี้ยวหยุดเป็น และดูเหมือนสุนัขดมกลิ่นจะตามรอยฮารัมได้อย่างแม่นยำ

ด้านชอนกีเองเมื่อกลับมาพบฮารัมฟื้นขึ้นมาแล้วดูอาการดีขึ้นมากก็ดีใจเป็นการใหญ่ ฮารัมจึงถามว่านางชื่ออะไร และเขาก็ถึงกลับแปลกใจเมื่อปรากฏว่าชอนกีคือเด็กสาวคนเดียวกับเมื่อ 19 ปีก่อนจริง ๆ เขาจึงคิดว่าการกลับมาพบในครั้งนี้ต้องไม่ใช่เรื่องบังเอิญธรรมดา ๆ อย่างแน่นอน

EP.4 การแข่งขันวาดภาพแมจุกฮอน

เมื่อชอนกีบอกชื่อของนาง ทำให้ฮารัมแน่ใจว่าชอนกีคือเด็กสาวคนเดียวกับที่เขารู้จักเมื่อ 19 ปีก่อน และการที่เกิดเรื่องบังเอิญเช่นนี้ ทำให้ฮารัมมั่นใจว่ามันต้องไม่ใช่เรื่องธรรมดาอย่างแน่นอน

องค์ชายยังมยองใช้สุนัขดมกลิ่นจนตามหาฮารัมจนเจอ และเมื่อองค์ชายได้เจอกับชอนกีก็แอบส่งสายตาอ่อนโยนให้กับนาง เป็นการบ่งบอกว่าพระองค์แอบชอบนางเมื่อแรกเห็น แต่ในทางตรงกันข้าม ชอนกีกลับไม่เชื่อว่าพระองค์เป็นองค์ชาย แถมยังบอกด้วยว่า ถ้าเป็นองค์ชายจริง ๆ นางก็คงได้เป็นพระชายาขององค์ชายไปแล้ว แหม่ … แต่เมื่อได้รู้ว่าพระองค์เป็นองค์ชายจริง ๆ ก็ถึงกับหน้าเหวอกันเลยทีเดียว

แม้ฮารัมจะปลอดภัย แต่พระเจ้าซองโจก็ยังไม่สบายพระทัย ทั้งเรื่องที่พญามารปรากฏตัว แถมยังมีลางร้ายจากการที่ฝูงนกฮูกมาเกาะหลังคาในวังหลวง ที่บ่งบอกว่ากำลังจะมีความตายและหายนะเกิดขึ้น อีกทั้งอาการป่วยของพระองค์ทรุดลงทุกวัน ทำให้ทรงกังวลเรื่องการสละราชสมบัติให้องค์รัชทายาท จึงสั่งให้ฮารัมหาฤกษ์สำหรับพิธีโดยเร็ว

อาจารย์ชเววอนโฮไม่ต้องการให้ชอนกีเข้าร่วมการแข่งขันวาดภาพแมจุกฮอน จึงไม่ได้ใส่รายชื่อชอนกีเข้าแข่งขัน นางจึงแอบใส่รายชื่อตัวเองลงไป เมื่อนำรายชื่อไปส่ง ชอนกีไม่อยากสู้หน้าองค์ชายยังมยองเพราะรู้สึกผิดที่เคยล่วงเกินพระองค์ไปก่อนหน้านี้ ที่หาว่าพระองค์ไม่ใช่องค์ชายตัวจริง จึงปลอมตัวโดยทำเป็นแต่งตัวสวย และคิดว่าองค์ชายยังมยองคงจะจำนาง

แต่เรื่องกลับไม่เป็นไปตามที่ชอนกีคาด เพราะองค์ชายยังมยองจำนางได้ ทีนี้เมื่อองค์ชายบอกว่าชนิดกับอาจารย์ของชอนกี นางจึงไม่ยอมมอบรายชื่อให้พระองค์ ทำให้เกิดการยื้อแย่งจนกระดาษรายชื่อขาดเป็นสองส่วน ชอนกีเกือบล้มหงายหลังแต่ฮารัมเข้ามารับเอาไว้ได้ทัน หลังจากนั้นฮารัมก็ทำตัวเป็นเป็นโซ่กลางไกล่เกลี่ยเรื่องบาดหมางระหว่างชอนกีกับองค์ชาย

อาการของฮงอึนโอ พ่อของชอนกีทรุดหนักจนเกือบถึงวาระสุดท้ายของชีวิต หมอจึงแนะนำชอนกีว่าวิธีเดียวที่ยังพอมีความหวังอยู่บ้างก็คือยาชองชิมวอน แต่ปัญหาคือมีเพียงเชื้อพระวงศ์เท่านั้นที่มียาชนิดนี้ ชอนกีตั้งใจจะชนะการประกวดวาดภาพในครั้งนี้ให้ได้เพื่อจะได้นำยามารักษาท่านพ่อ เพราะได้ยินมาว่าองค์ชายยังมยองจะทำตามคำขอของผู้ที่ชนะการประกวด

ในส่วนของฮารัมก็วางแผนบางอย่างในงานแมจุกฮอน เพราะเขามั่นใจว่าเป็นโอกาสทองที่จะได้แก้แค้น

ชอนกีถูกจับได้ว่าแอบใส่ชื่อของตัวเองเข้าไปในการแข่งขันวาดภาพ อาจารย์ชเววอนโฮจึงลงโทษโดยการขังนางไว้ แต่ชายลึกลับที่มีดวงตาสีเขียวใช้พลังปลดล็อกห้อง และบอกกับชอนกีว่าเขามาเอารูปภาพมุนแบ หลังจากมอบภาพให้แล้วก็เกิดพลังบางอย่างระหว่างภาพวาดกับดวงตาของเขา ชอนกีจึงถือโอกาสนี้วิ่งออกไปหาพ่อที่ตลาดและบอกว่าจะนำชัยชนะกลับมาให้ได้

เมื่อไปถึงหน้างาน ชอนกีไม่มีบัตรประจำตัว ฮารัมจึงบอกว่าเขาจะพานางเข้าไปในงานนี้เอง

EP.5 ภาพที่เติมเต็มด้วยจิตวิญญาณอันแรงกล้า

ขณะที่ชอนกีกำลังโดนโจทก์เก่าเข้ารุมทำร้ายระหว่างเข้างานประกวดภาพวาด ฮารัมได้เข้ามาจัดการกลุ่มชายฉกรรจ์พวกนั้นจนหนีกันป่าราบ และอาสาพานางเข้าไปภายในงานประกวดด้วยตัวเอง งานนี้ทำเอาชอนกีทึ่งในสกิลการต่อสู้ของฮารัมเป็นอย่างมาก เพราะสามารถสู้กับพวกอันธพาลได้อย่างชิล ๆ แม้ตาจะมองไม่เห็น เขาจึงบอกว่าเป็นเพราะฝึกการต่อสู้มาตั้งแต่เด็ก

การประลองได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว โดยจะแบ่งออกเป็นสองช่วง ระหว่างที่เหล่าจิตรกรกำลังรังสรรค์ผลงานของตัวเองอยู่นั้น เสียงสะบัดปลายพู่กันทำให้ฮารัมคิดถึงเด็กหญิงคนนั้นเมื่อ 19 ปีก่อนขึ้นมาจับใจ แต่อย่างไรก็ตาม เขาก็คิดว่าถ้าเด็กคนนั้นเป็นชอนกีจริง ๆ โชคชะตาพวกเขาทั้งสองมันได้จบลงไปแล้วตั้งแต่วันนั้นแล้ว เหนือสิ่งอื่นใด แผนการแก้แค้นที่เตรียมเอาไว้จะต้องดำเนินต่อไป เพราะโอกาสนี้เป็นโอกาสที่ดีที่สุด

หมดเวลาช่วงแรก องค์ชายยังมยองประเมินผลงานของชอนกีไม่ผ่านการคัดเลือกให้เข้ารอบต่อไป แม้ว่าผลงานของนางจะโดดเด่นและงดงามเพียงใดก็ตาม เพราะพระองค์เชื่อว่านางคือจิตรกรวาดภาพเลียนแบบที่พระองค์กำลังตามหาอยู่

แต่เรื่องน่าตกตะลึงก็เกิดขึ้นกับคนที่อยู่ในเหตุการณ์ตอนนั้น ชอนกีเถียงองค์ชายยังมยองฉอด ๆ และกล่าวหาว่าการกระทำของพระองค์ย้อนแย้งกับสิ่งที่พระองค์พูดเอาไว้ตอนเปิดงาน ที่การตัดสินจะเป็นไปด้วยความยุติธรรม ก่อนที่นางจะยอมรับความพ่ายแพ้ไปอย่างจำใจ และกราบทูลลาองค์ชาย แต่ …

ทันใดนั้นเอง สิ่งที่เรียกว่า “แท่งผ่านพิเศษ” ก็ลอยล่องออกมาจากฮันกยอน ผู้ซึ่งสัมผัสได้ว่า ชอนกีคือจิตรกรผู้จิตวิญญาณพิเศษอันแรงกล้า นั่นหมายความว่านางได้ผ่านเข้าไปประลองต่อในรอบสุดท้าย จังหวะเดียวกันนั้นเอง ก็เกิดเรื่องราวดังปาฏิหาริย์เกิดขึ้น เมื่อมีหมู่มวลผีเสื้อโบยบินไปเกาะที่ภาพวาดของชอนกี เมื่อเห็นเป็นเช่นนั้น องค์ชายจูฮยางจึงคิดขึ้นมาในทันทีว่า ภาพวาดของชอนกีต้องมีพลังบางอย่างเป็นแน่ ในขณะที่ฮันกยอนแน่ใจว่า ชอนกีคือลูกสาวของฮงอึนโอ จิตรกรผู้มีจิตวิญญาณพิเศษอย่างแน่นอน

ระหว่างพักเบรก ชอนกีได้ยินจิตรกรคนอื่นเม้าท์มอยกันเรื่องนู่นนี่นั่น จนได้ยินเรื่องที่ฮารัมมีดวงตาสีแดงเพราะคำสาปที่เกิดขึ้นในวันทำพิธีขอฝนเมื่อ 19 ปีก่อน เรื่องดังกล่าวทำให้ชอนกีสงสัยว่า ฮารัมคนนี้คือเด็กชายฮารัมที่นางเคยรู้จักเมื่อ 19 ปีก่อนหรือไม่ ?

EP.6 ความทรงจำที่ไม่อาจลบเลือน

ในการประลองรอบสอง ชอนกีได้คะแนนเท่ากับจิตรกรหมวกฟาง ซึ่งเป็นตัวเต็งในการประลองครั้งนี้ องค์ชายยังมยองจึงใช้วิธีตัดสินผู้ชนะจากการตอบคำถาม

องค์ชายยังมยองถามชอนกีว่า ทำไมนางถึงระบายสีโขดหินเป็นสีดำ ทั้งที่ปรกติแล้วจิตรกรส่วนใหญ่มักจะไม่ใส่สีลงในส่วนนี้ ชอนกีนิ่งอึ้งไปหลายวินาทีก่อนที่จะตอบออกไปอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก …

“โขดหินสีดำคือสิ่งแรกที่หม่อมฉันเห็นด้วยตาตัวเองเพคะ” จิตรกรสาวหนึ่งเดียวแห่งสมาคมจิตรกรแบคยูเอ่ยสิ่งน่าอัศจรรย์ออกมา “ตอนเด็ก หม่อมฉันตาบอดจึงเห็นรูปและสีสันผ่านเสียง ธารน้ำไหลคือสีขาว เสียงฝีเท้าบนถนนขรุขระคือสีเหลือง สายลมโชยพัดใบไม้คือสีฟ้า แต่อยู่มาวันหนึ่งหม่อมฉันกลับมามองเห็นอีกครั้ง วันนั้นเป็นวันที่ฝนตกครั้งแรกหลังจากบ้านเมืองต้องเผชิญกับภาวะภัยแล้งมานานนับสิบปี เขาอินวังที่หม่อมฉันเห็นเป็นสีดำ เพราะเขาอินวังประกอบไปด้วยหินเป็นส่วนใหญ่และชุ่มฝน ฉะนั้นแล้ว โขดหินในภาพวาดของหม่อมฉันเป็นเหมือนโขดหินแรกที่หม่อมฉันเห็น มันจึงเป็นสีดำเพคะ”

องค์ชายยังมยองถามต่อว่า รูปวาดของชอนกีสื่อความหมายอะไร ซึ่งคำตอบของนางก็ทำเอาฮารัมอึ้งไปไม่น้อย “ตอนที่หม่อมฉันตาบอด มีเด็กชายคนหนึ่งเด็ดลูกท้อให้หม่อมฉัน หม่อมฉันไม่รู้จักหน้าตาของเขา แต่หม่อมฉันคิดถึงเขาเหลือเกิน”

หลังจากตอบคำถามคะแนนโหวตจากคณะกรรมการก็ให้ทั้งคู่เสมอกันอีกครั้ง องค์ชายยังมยองจึงตัดสินให้ผ่านเข้ารอบไปทั้งคู่

ในคืนนั้น ฮันกยอนได้ทูลกับองค์ชายยังมยองว่า พ่อของชอนกีคือฮงอึนโอ จิตรกรผู้เก่งกาจระดับเทพ เป็นผู้วาดภาพเหมือนของกษัตริย์องค์ก่อน ซึ่งถูกไฟไหม้ไปเมื่อ 19 ปีก่อน และฮันกยอนก็มั่นใจว่า ชอนกีเป็นจิตรกรผู้มีจิตวิญญาณพิเศษเช่นเดียวกับพ่อของนาง และเป็นคนที่เหมาะสมที่สุดในการซ่อมแซมภาพเหมือนของกษัตริย์องค์ก่อนที่เสียหาย

เมื่อองค์ชายยังมยองได้รู้ความเช่นนั้นแล้ว พระองค์จึงไปพูดคุยกับชอนกีเป็นการส่วนตัว เพื่อแนะนำข้อคิดเห็นบางอย่างกับนาง เพราะพระองค์ทรงรู้ว่านางเป็นจิตรกรที่วาดภาพเลียนแบบ ซึ่งแม้จะมีเทคนิคและทักษะที่น่าสนใจ แต่ทว่ามันก็เป็นแค่ภาพเลียนแบบ “ภาพวาดของเจ้าได้แสดงถึงตัวตนของเจ้าบ้างหรือไม่ ผู้คนไม่ได้ประทับใจที่ทักษะในการวาดภาพของจิตรกรหรอก พวกเขาประทับใจในจิตวิญญาณของจิตรกรที่แทรกซึมอยู่ในเนื้อกระดาษต่างหาก”

ชอนกีถึงกับหน้าหงอยเมื่อโดนองค์ชายยังมยองแนะนำเชิงตำหนิเช่นนั้น ก่อนที่จะเผยสาเหตุที่นางต้องวาดภาพเลียนแบบเหล่านั้น “จริง ๆ แล้ว หม่อมฉันทำไปเพียงเพื่อต้องการหาเลี้ยงชีพ มันเป็นความผิดใหญ่หลวงถึงเพียงนั้นเลยเหรอเพคะ”

องค์ชายยังมยองมองไปที่ชอนกีด้วยสีหน้าจริงจัง “ข้าล่ะเสียดายความสามารถของเจ้าจริง ๆ ถึงเจ้าจะคว้าที่หนึ่งมาครองในการประลองครั้งนี้ แต่หากเรื่องที่เจ้าปลอมภาพวาดถูกเปิดเผยออกมา มันจะทำให้ชื่อเสียงของงานประลองเสียหาย”

หลังจากโดนองค์ชายตำหนิ ยังไม่เท่านั้น ชอนกียังมาโดนอาจารย์ชเววอนโฮขอให้นางยอมแพ้ในการประลอง เพราะไม่ต้องการให้นางมีชีวิตเหมือนพ่อของนาง ไม่ต้องการให้นางมีชื่อเสียงในฐานะจิตรกรมือหนึ่งของแผ่นดิน

เมื่อมีแต่เรื่องบั่นทอนจิตใจ ชอนกีจึงไปหลบร้องไห้อยู่คนเดียวในคอกม้า พร้อมกับคำถามที่ไม่เคยได้คำตอบว่า เพราะอะไรถึงได้ทำให้พ่อนางต้องมาอยู่ในสภาพเช่นนี้ จังหวะนั้นเอง โซมาม้าแสนรู้ของฮารัมก็เดินเข้ามาคลอเคลียเหมือนกับพยายามจะปลอบใจอยู่ข้าง ๆ นาง

ด้านองค์ชายจูฮยางก็ได้ถามกับองค์ชายยังมยองตรง ๆ ว่า ขอให้มาอยู่ฝ่ายเดียวกับเขาในการทำการยึดอำนาจจากองค์รัชทายาท โดยให้เหตุผลเรื่องความสามารถในการปกครอง และอาการประชวรที่ไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ แต่องค์ชายยังมยองปฏิเสธ เพราะพระองค์ไม่อยากทำร้ายพี่น้องด้วยกันเอง

ฮารัมไปหาชอนกีที่คอกม้า ทั้งคู่ก็ออกไปขี่ม้าด้วยกันแล้วไปหยุดอยู่ที่ริมน้ำแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสถานที่ที่ทั้งสองเคยมาเล่นด้วยกันเมื่อ 19 ปีก่อน ณ จุดนี้ ชอนกีมั่นใจแล้วว่าชายหนุ่มตาบอดที่อยู่เบื้องหน้าคือฮารัมที่เธอเฝ้าคิดถึงมาตลอด

ชอนกีเอ่ยชื่อฮารัมและจับมือของเขามาสัมผัสที่ใบหน้าของนาง จากนั้นฮารัมก็โน้มตัวไปจูบนาง มันช่างเป็นจูบที่งดงามยิ่งนัก แต่ความสุขผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน เมื่อทั้งสองสัมผัสกัน สัญลักษณ์รูปผีเสื้อที่คอของฮารัมก็เกิดปฏิกิริยาขึ้น เขาเกิดอาการปวดหัวอย่างรุนแรงจนหมดสติไป เขาเห็นภาพตัวเองอยู่ใต้น้ำขณะที่พญามารกำลังจะสิงร่างของเขา

เมื่อฮารัมฟื้นขึ้นมา ท่าทีของเขากลับเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เขาบอกกับชอนกีว่าเขาไม่ใช่เด็กผู้ชายคนนั้นที่นางกำลังตามหา “ข้าไม่ใช่เด็กชายที่แม่หญิงตามหา ควรจะลืมเขาไปได้แล้ว มันเป็นทางเดียวที่มีชีวิตสงบสุข … ท่านต้องลืมความสัมพันธ์ในอดีตไปเสีย เด็กคนนั้นไม่ได้มาหาแม่หญิงตามสัญญา ถ้าเขาอยากไปหาแม่หญิงจริง ๆ วันอื่นเขาก็ไปหาได้ ที่เขาไม่ไปหาแม่หญิงก็เป็นเพราะเด็กคนนั้นลืมแม่หญิงไปแล้ว”

ชอนกีร้องไห้ด้วยความเสียใจ มันเป็นความเสียใจที่โดนความรู้สึกที่ตัวเองแบกมานานกว่า 20 ปีหล่นทับใส่ตัวเอง แต่สิ่งที่ชอนกีมั่นใจมาก ๆ ก็คือ ฮารัมเป็นเด็กชายคนนั้นอย่างแน่นอน

วันประลองรอบสาม … โจทย์คือการวาดภาพม้า โดยมีเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น

เมื่อถึงช่วงของการให้คะแนน ชอนกีทำเอาทุกคนตกตะลึง เพราะเธอไม่ได้วาดภาพม้า แต่วาดเพียงรูปผีเสื้อโบยบินอยู่เต็มไปหมด แต่เมื่อองค์ชายยังมยองได้เพ่งพิจารณาถึงรูปภาพของนางแล้วก็ถึงกลับตกตะลึงยิ่งกว่า เมื่อพระองค์มองออกว่าม้าของชอนกีไม่ได้วาดอยู่ในกระดาษ แต่เป็นม้าที่อยู่นอกเฟรม … ผีเสื้อที่ชอนกีวาดนั้น เป็นผีเสื้อที่โบยบินหลังจากม้าได้วิ่งผ่านไปแล้ว

องค์ชายยังมยองชื่นชมผลงานของชอนกีว่าเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซ และนางก็ชนะเลิศในงานประลองครั้งนี้ หลังจากนั้นก็เป็นช่วงของการประมูลภาพวาด ซึ่งภาพของชอนกีถูกฮารัมประมูลได้ไปในมูลค่าข้าวสาร 300 กระสอบ (เทียบเท่าประมาณบ้าน 1 หลัง)

แต่สิ่งที่ชอนกีต้องการจริง ๆ คือยาชองชิมวอนที่นำมารักษาท่านพ่อ ซึ่งองค์ชายก็รับปากว่าจะหามาให้ และพระองค์ก็ทรงเข้าใจนางมากขึ้นว่า ที่นางวาดภาพเลียนแบบก็เพื่อพ่อของนางนั่นเอง

ตอนท้าย ฮงอึนโอเดินถือพู่กันอย่างไร้สติไปที่แมจุกฮอน เมื่อเห็นองค์ชายจูฮยาง เขาจึงตะโกนออกมาด้วยความตกใจ ก่อนที่จะสะบัดสีที่พู่กันไปเปรอะหน้าตาขององค์ชายจูฮยางท่ามกลางความตกตะลึงของผู้คน ชอนกีรีบวิ่งไปคุกเข่าขออภัยองค์ชายจูฮยาง เนื่องจากพ่อของนางมีสติไม่สมประกอบ

EP.7

ออกอากาศ 20 กันยายน 2021

Photos: SBS Korea