Skip to content
สรุปเนื้อเรื่องซีรีส์ Under the Queen's Umbrella (2022) ใต้ร่มราชินี

สรุปเนื้อเรื่องซีรีส์ Under the Queen’s Umbrella (2022) ใต้ร่มราชินี

Under the Queen’s Umbrella สปอยล์ : ราชินีผู้เด็ดเดี่ยวพยายามอบรมสั่งสอนโอรสที่ดื้อรั้น เพื่อวางตัวให้หนึ่งในนั้นขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งโชซอน ท่ามกลางคู่แข่งมากมายที่พร้อมจะขับเคี่ยวชิงบัลลังก์ …

EP.1 ร่มเงาของเหล่าองค์ชาย

เรื่องราวเริ่มต้นตอนเช้ามืดวันหนึ่ง ในยุคโชซอน … องค์ราชินีอิมฮวารยอง (รับบทโดย คิมฮเยซู) พร้อมด้วยบ่าวไพร่ออกไปนอกวังหลวง เพื่อไปทำภารกิจของผู้เป็นแม่

วันนี้เป็นวันที่เหล่าองค์ชายต้องไปศึกษาเล่าเรียนกันที่ “จงฮัก” สำนักศึกษาสำหรับองค์ชายและเชื้อพระวงศ์กันตามปกติ แต่ที่พิเศษคือ วันนี้องค์ราชาและพระพันปีจะเสด็จมา เหล่าพระสนม แม่ ๆ ของเหล่าองค์ชายจึงตื่นเต้นเตรียมตัวกันมาเป็นอย่างดี แต่ไม่ใช่สำหรับองค์ราชินี ที่ตอนนี้กำลังออกไปตามองค์ชายที่ไปดื่มเหล้าเคล้านารีไม่กลับเข้าวังหลวง เมื่อตามได้หนึ่ง องค์ราชินีก็ต้องจัดการกับองค์ชายองค์เล็กที่นอนขี้เซาหลับไม่รู้จักตื่น ขุดจากที่นอนเสร็จก็ต้องรีบพากันวิ่งไปที่สำนักศึกษาจงฮัก เพื่อไปให้ทันก่อนที่องค์ราชาและพระพันปีจะเสด็จ

ที่สำนักศึกษาจงฮัก … องค์ราชาและพระพันปีเสด็จมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ก่อนที่องค์ราชินีจะตามมาทันอย่างกระชั้นชิด องค์ราชาได้ถามคำถามที่เหล่าองค์ชายคาดไม่ถึง องค์ชายแต่ละคนก็ตอบกันไปตามความเข้าใจของแต่ละคน แต่คำตอบที่ดูดีที่สุดก็น่าจะเป็นคำตอบของ องค์ชายอึยซอง พระโอรสของ พระสนมฮวัง (รับบทโดย อ๊กจกยอน) พระสนมขั้นหนึ่ง ชั้นโท สนมที่ผ่านการคัดเลือก และยังเป็นพระสนมคนโปรดของพระพันปีอีกด้วย

ระหว่างที่องค์ราชากำลังตั้งคำถามคำตอบกับเหล่าองค์ชาย จู่ ๆ องค์ชายซองนัม พระโอรสองค์ที่สองขององค์ราชินี​ก็เปิดประตูเข้ามาเป็นคนสุดท้าย ทำให้พระพันปีไม่พอพระทัยเป็นอย่างมาก หลังจากองค์ราชาเสด็จกลับ พระพันปี (รับบทโดย คิมแฮซุก) จึงได้กล่าวตำหนิองค์ราชินีโดยใช้คำพูดที่ค่อนข้างรุนแรงเรียกเหล่าองค์ชายว่า “พวกเด็กเหล่านั้น” และตักเตือนให้องค์ราชินีดูแลเหล่าองค์ชายให้ดีกว่านี้ แต่ …

แต่องค์ราชินีฮวารยองไม่ใช่องค์ราชินีทั่วไป พระนางเป็นราชินีที่มีความโอหังอยู่ในตัวแม้กับพระพันปีก็ตาม องค์ราชินีจึงย้อนเถียงคำต่อคำ และยังได้ตอกกลับพระพันปีด้วยว่า “พระพันปีเพคะ หน้าที่ดูแลเหล่าสนมและองค์ชายเป็นหน้าที่ของราชินีนะเพคะ อีกอย่าง จงฮักเป็นเพียงสำนักศึกษาที่สอนเพียงความรู้พื้นฐาน แต่ผู้ที่จะเป็นกษัตริย์ในอนาคตต้องเรียนที่ชีกังวอนต่างหากเพคะ” (ชีกังวอน : สำนักศึกษาสำหรับองค์รัชทายาทโดยเฉพาะ)

องค์รัชทายาท (รับบทโดย แบอินฮยอก) เป็นพระโอรสขององค์ราชินีที่ทรงภาคภูมิใจมากที่สุด ด้วยความที่ทรงเรียนเก่ง ไม่เคยได้รับการประเมินเหล่าอาจารย์ต่ำกว่า “ยอดเยี่ยม” (ระดับสูงสุด เทียบเท่าเกรด 4) แม้แต่ครั้งเดียว

องค์ราชินีกับองค์รัชทายาทเดินกลับจากสำนักศึกษาด้วยกัน แต่ระหว่างทางได้เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น จู่ ๆ องค์รัชทายาทก็เป็นลมล้มพับไป เมื่อหมอหลวงดูอาการแล้วจึงกราบทูลว่า องค์รัชทายาททรงเป็นโรคขาดโลหิต (อาการคือหมดสติกะทันหันเนื่องจากร่างกายขาดเลือด) ซึ่งพระองค์ทรงเป็นโรคนี้มานานกว่าหนึ่งปีแล้ว แต่อาการยังไม่ร้ายแรง องค์ราชินีจึงไม่รู้ จนมาช่วงหลังนี้มีอาการถี่ขึ้นและร้ายแรงขึ้น ไม่ได้สติข้ามวันข้ามคืน

หมอหลวงทรงทูลถึงอาการขององค์รัชทายาท ทรงเป็นโรคเดียวกับองค์รัชทายาทองค์ก่อน และหมอหลวงเชื่อว่าโรคนี้เป็นโรคทางพันธุกรรม ซึ่งมีเพียงหมอหลวงโจกุกยองเท่านั้นที่จะรักษาได้

การจะให้หมอหวงโจกุกยองรักษาองค์รัชทายาทจำเป็นต้องขอพระราชานุญาตจากฝ่าบาทเสียก่อน องค์ราชินีจึงรีบเข้าเฝ้าฝ่าบาทในคืนนี้ทันที แต่ทว่าคืนนี้ฝ่าบาทจะอยู่กับพระสนม องค์ราชินีจำต้องกลับมาใหม่ในวันพรุ่งนี้ ระหว่างเดินกลับตำหนัก องค์ราชินีได้เจอกับพระพันปี ทำให้ได้รู้ความว่าลูก ๆ ของพระนางกำลังถูกทำโทษให้คุกเข่าตากฝน จากการที่ไปทำร้ายองค์ชายอึยซอง

องค์ชายอึยซองพูดจาดูถูกองค์ราชินีลับหลัง ทำให้องค์ชายซองนัมไม่พอใจ จึงได้เข้าทำร้ายร่างกายองค์ชายอึยซองเพื่อชำระแค้น จนโดนพระพันปีสั่งทำโทษให้นั่งคุกเข่าถึงเวลาห้าทุ่ม

ด้านองค์ชายอึยซองเมื่อกลับไปถึงตำหนักก็โดนพระสนมฮวังผู้เป็นแม่เฆี่ยนจนไม้หัก องค์ชายอึยซองสารภาพความในใจออกมาว่าตัวเขาควรจะได้เป็นองค์รัชทายาท และแม่ก็ควรจะได้เป็นราชินี “โอรสคนแรกที่อยู่ในอ้อมกอดของเสด็จพ่อ (องค์ราชา) ก็คือข้า ไม่ใช่ไอ้องค์รัชทายาทนั่น” พระสนมฮวังได้ยินเช่นนั้นก็ตวาดกลับไปทันที “ถ้าเจ้าพัฒนาตัวเองให้เหนือกว่าเด็กคนนั้น เจ้าจะทำอะไร หรือจะแย่งตำแหน่งจากเขาก็ทำไป แต่สิ่งที่เจ้าควรทำก่อนสิ่งใดคือพิสูจน์ความสามารถของตัวเอง”

ต้นไม้เมื่อไร้ราก

เช้ารุ่งขึ้น … ภายในวังหลวงได้เกิดเรื่องราวแปลกประหลาดไม่ชอบมาพากลขึ้นสองประการ หนึ่ง องค์ราชามีรับสั่งให้มีการรับสมัครสหายร่วมศึกษาขององค์รัชทายาท โดยให้ผู้สมัครเป็นเหล่าองค์ชาย ที่ว่าไม่ชอบมาพากลก็เพราะว่า โดยธรรมเนียมปฏิบัติสหายร่วมศึกษาจะรับสมัครจากบุตรหลานของเสนาบดีและเชื้อพระวงศ์

สอง องค์ราชามีรับสั่งให้หมอหลวงโจกุกยองไปรักษาพระญาติที่หัวเมือง … ทั้งสองเรื่องนี้ทำให้องค์ราชินีเป็นกังวลอย่างมาก จึงได้เข้าเฝ้าฝ่าบาท ทำให้พระนางรู้ว่าเรื่องทั้งหมดเป็นความคิดของพระพันปี

จากนั้น องค์ราชินีก็ไปเยี่ยมดูอาการองค์รัชทายาทที่ตำหนัก พอไปถึงพระนางก็ต้องตกใจ เมื่อได้เห็นพระพันปีนั่งอยู่ข้างองค์รัชทายาทที่ยังคงนอนไม่ได้สติอยู่อย่างนั้น โดยมีหมอหลวงรายงานอาการอยู่ข้าง ๆ เช่นกัน … พระพันปีคุยกับองค์ราชินีเป็นการส่วนตัว โดยเตือนว่าถ้าองค์รัชทายาททรงเป็นอะไรไปเหมือนองค์รัชทายาทองค์ก่อน อย่าคิดว่าองค์ชายที่เหลือของพระนางจะได้ขึ้นเป็นองค์รัชทายาท พร้อมทั้งเปรียบเปรยว่าองค์รัชทายาทนั้นเป็นเหมือนรากที่กำลังเน่า ถ้าเป็นเช่นนั้นพุ่มไม้ใหญ่อย่างองค์ราชินีก็จะไม่สามารถเป็นร่มเงาให้พระโอรสองค์อื่น ๆ ของพระนางได้อีกต่อไป

เมื่อกลับมาที่ตำหนัก องค์ราชินีเริ่มหวาดกลัวในสิ่งที่พระพันปีพูด พระนางรู้สึกวิตกกังวลกับสถานะราชินีและองค์รัชทายาทที่ตอนนี้ไม่มั่นคงอีกต่อไป ยิ่งนึกถึงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับพระมเหสียุนกับองค์รัชทายาทองค์ก่อน ยิ่งทำให้พระนางเริ่มรู้สึกว่าเหตุการณ์นั้นกำลังวนลูปกลับมาอีกครั้ง

องค์ราชินีถามเรื่องพระมเหสียุนกับชินซังกุง ที่ทำงานรับใช้มายาวนานกว่า 20 ปี ถึงเบื้องหลังที่ทำให้พระมเหสียุนถูกปลดหลังจากองค์รัชทายาทเสียชีวิต แต่ชินซังกุงก็ไม่รู้ว่าเช่นกัน เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นมีเพียงพระพันปีกับพระมเหสียุนเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้ สิ่งเดียวที่ชินซังกุงรู้และมั่นใจก็คือ “พระพันปีสามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อองค์ราชา”

กลางดึกคืนเดียวกันนั้น … องค์ราชินีแอบเสด็จไปพบกับพระมเหสียุนที่ตอนนี้กลายเป็นสามัญชน ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายตามอัตภาพ องค์ราชินีทรงถามถึงเหตุการณ์ในอดีตที่ทำให้พระมเหสียุนต้องตกอยู่ในสภาพนี้ แต่ไม่ว่าพระนางจะพูดอย่างไร พระมเหสียุนก็ปฏิเสธและไล่ให้พระนางกลับไป

องค์ราชินีทิ้งร่มที่ถืออยู่ในมือลง พร้อมกับคุกเข่าลงไปกับพื้นที่เปรอะโคลนเลน องค์ราชินีคุกเข่าเบื้องหน้าอดีตพระมเหสียุน “พระองค์ทรงทราบดีว่า ชีวิตที่ไม่สามารถปกป้ององค์รัชทายาทและเหล่าองค์ชายเอาไว้ได้มันเป็นอย่างไร ตอนนี้หม่อมฉันกำลังตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับพระองค์ในตอนนั้น เป็นแม่ที่กำลังจนตรอก พระองค์ไม่มีคำแนะนำอะไรให้หม่อมฉันเลยเหรอเพคะ”

น้ำตาของผู้เป็นแม่ไหลรินออกมาผสมกับน้ำฝนที่ตกลงมาปะทะใบหน้าขององค์ราชินี องค์ราชินีที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าอดีตพระมเหสีที่เคยตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน …

EP.2 ตัวเป็นองค์ชายใจเป็น …

คำตอบที่องค์ราชินีได้จากปากของพระมเหสียุนก็คือ ต้องฝึกหนึ่งในพระโอรสให้พร้อมกับการขึ้นเป็นกษัตริย์ ไม่เช่นนั้น เมื่อองค์รัชทายาทสวรรคต องค์ชายของพระสนมอื่น ๆ ที่มีความพร้อมก็สามารถขึ้นมาเป็นองค์รัชทายาทแทน

ด้านพระพันปีก็เดินเกมมอบตำราเคล็ดลับการเป็นกษัตริย์ให้กับพระสนมทุกคน โดยสั่งให้ทุกคนเก็บเป็นความลับ เพื่อให้พระสนมแต่ละคนคิดว่าตัวเองเป็นเพียงคนเดียวที่ได้รับตำราสำคัญเล่มนั้น นั่นก็เพราะพระพันปีต้องการให้พระสนมทุกคนเชื่อฟังและจงรักภักดี

เมื่อได้ตำราสำคัญเล่มนั้นมา พระสนมทุกคนจึงจัดแจงทำทุกอย่างตามตำรา เพื่อให้องค์ชายของตัวเองพร้อมที่จะขึ้นเป็นองค์รัชทายาทและกษัตริย์ในอนาคต … ส่วนพระสนมฮวังก็สั่งให้องค์ชายอึยซองสมัครเป็นพระสหายร่วมศึกษา เพราะนางเองก็เชื่อว่าเจ้าของบัลลังก์ที่แท้จริงคือองค์ชายอึยซอง ซึ่งเป็นโอรสพระองค์แรกขององค์ราชา

ระหว่างที่หมอหลวงรักษาอาการขององค์รัชทายาทจนมีอาการดีขึ้น องค์ราชินีก็ต้องเคี่ยวเข็ญเหล่าองค์ชายให้ลงสมัครเป็นพระสหายร่วมศึกษา แต่ก็อย่างที่รู้ ๆ กัน เหล่าองค์ชายจอมดื้อจอมซนขององค์ราชินีไม่เต็มใจทำตามคำสั่งเลยแม้แต่คนเดียว จนองค์ราชินีของขึ้นถึงขั้นเรียกเหล่าองค์ชายว่า “พวกองค์ชายเจ้าปัญหาที่เป็นรอยด่างพร้อยของราชวงศ์” แต่แทนที่องค์ชายจะรู้สึกถูกกระตุ้นแล้วลุกขึ้นมาพิสูจน์ตัวเอง กลับก้มหน้ายอมรับคำพูดซุบซิบนินทานี้จากผู้คนในวังหลวงซะอย่างนั้น องค์ราชินีจึงได้แต่ถอนหายใจยาว ๆ

ขณะที่องค์ราชินีเดินกลับตำหนัก พระนางทรงเห็นองค์ชายคเยซองโดดเรียนจึงรีบสะกดรอยตามไป เมื่อไปถึงเรือนร้าง องค์ชายคเยซองจึงเดินเข้าไปในนั้นเพื่อทำอะไรบางอย่าง องค์ราชินีที่สะกดรอยตามมาจึงแอบดูทางช่องประตู เมื่อเห็นพระนางก็ทำท่าทีตกใจ เอามือปิดปากไม่ให้เสียงเล็ดลอดออกมา และวิ่งออกมาจากที่นั่นทันที พระนางวิ่งไปหลบอยู่ที่ห้องหนึ่ง ที่นั่นพระนางจึงได้ร้องไห้ออกมาไม่หยุด สักพักใหญ่ชินซังกุงถึงได้ตามมา

สิ่งที่องค์ราชินีและชินซังกุงเห็นคืออะไร ?

ผ่านไปไม่นานนัก เรื่องไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้น องค์ชายทั้งสี่ขององค์ราชินีต่างพร้อมใจกันลงสมัครเป็นสหายร่วมศึกษา องค์ราชินีได้รู้ข่าวนี้ก็ดีใจแทบจะกระโดดออกจากที่ประทับ … ในคืนนั้น องค์ราชินีก็อ่านตำราเรียนจนดึกจนดื่น เพื่อเก็งข้อสอบให้เหล่าองค์ชาย

นับแต่นั้น องค์ราชินีก็ทรงเข้มงวดกับเหล่าองค์ชายมากขึ้น เพื่อหวังให้ชนะการสอบคัดเลือก โดยตั้งเงื่อนไขข้อแลกเปลี่ยนเอาไว้ว่า ถ้าเชื่อฟังคำสั่งของพระนางแล้วล่ะก็ องค์ชายก็จะได้เสกสมรสกับหญิงที่ปรารถนา และได้ย้ายออกไปใช้ชีวิตอยู่นอกวัง

ในขณะที่พระสนมโกสั่งให้นางในตามสืบความเคลื่อนไหวขององค์ชายคเยซอง นางในสะกดรอยตามองค์ชายไปที่เรือนร้าง และได้เห็นภาพอันน่าตกตะลึง องค์ชายคเยซองกำลังแต่งองค์ทรงเครื่องเป็นหญิง !

EP.3 ไม่ว่าอย่างไรลูกก็คือลูกของแม่

พระสนมโกเอาเรื่องที่องค์ชายคเยซองแต่งตัวเป็นหญิงไปบอกกับพระพันปี … จากนั้น พระพันปีเสด็จไปที่เรือนร้างตามคำบอกเล่าของพระสนมโก และได้เห็นเครื่องประทินโฉมจริง ๆ สายตาของพระพันปีเหมือนกำลังมีแผนอะไรอยู่ในใจ

ในขณะที่องค์ราชินีเป็นกังวลว่าจะมีใครพบองค์ชายคเยซองแต่งหญิงอยู่ในเรือนร้าง จึงตั้งใจจะทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้องค์ชายไปที่นั่น อย่างน้อยก็จนกว่าจะจบการสอบคัดเลือกพระสหายร่วมศึกษา

การสอบคัดเลือกเริ่มขึ้นแล้ว … องค์ราชาตั้งโจทย์ที่ไม่มีใครคาดคิด เพื่อให้เหล่าองค์ชายได้ใช้ไหวพริบ บทสรุปในการสอบครั้งที่หนึ่ง องค์ชายโบกอมทำคะแนนได้สูงสุด ส่วนการทดสอบครั้งที่สองจะจัดขึ้นอีกสี่วันข้างหน้า

ส่วนอาการประชวรขององค์รัชทายาทเริ่มทรุดลง หมอหลวงแนะนำองค์ราชินีให้ทรงจริงจังกับการรักษา และขอให้องค์รัชทายาทงดไปเรียนที่ชีกังวอนชั่วคราว … องค์ราชินีจึงตัดสินใจทูลขอฝ่าบาทพาองค์รัชทายาทไปบ่อน้ำพุร้อน โดยอ้างว่าไปรักษาอาการโรคผิวหนัง แต่แท้จริงแล้ว องค์ราชินีแอบพาองค์รัชทายาทมาพักรักษาตัวตามคำแนะนำของหลวง

ระหว่างนั้นพระพันปีได้วางแผนเปิดเผยความลับเรื่ององค์ชายคเยซองมีใจเป็นหญิง โดยตั้งใจให้ฝ่าบาทและองค์ราชินีได้เห็นพร้อมกันกับตาตัวเองที่เรือนร้างแห่งนั้น … พระพันปีชวนฝ่าบาทและองค์ราชินีเดินเล่นไปที่เรือนร้าง เวลานั้น ทั้งองค์ราชินีและชินซังกุงต่างรู้ว่าพระพันปีกำลังวางแผนอะไร ชินซังกุงจึงขอตัวออกไป จากนั้นก็ไปเผาเรือนร้างแห่งนั้นก่อนที่พระพันปีและฝ่าบาทจะไปถึง

พระพันปีโกรธจัดที่โดนองค์ราชินีลูบคมขัดขวางแผนการ จึงกล่าวกับองค์ราชินีว่าให้ช่วยชีวิตองค์รัชทายาทให้ได้ และให้อบรมเหล่าองค์ชายให้ดี มิเช่นนั้นองค์ชายของเหล่าสนมอาจขึ้นเป็นองค์รัชทายาทอย่างที่เคยเป็นมาแล้วก่อนหน้านี้

องค์ชายคเยซองมาที่เรือนร้าง จับข้าวของที่เสียหายจากการโดนไฟไหม้หมดสิ้นแล้ว ทรงได้แต่นั่งเสียใจอยู่อย่างนั้นค่อนคืนค่อนวัน จนเมื่อองค์ชายได้รู้ว่าคนที่เผาเรือนร้างแห่งนั้นเป็นองค์ราชินี จึงรีบเข้าเฝ้าและระเบิดอารมณ์ใส่เสด็จแม่อย่างรุนแรง “เมื่อเสด็จแม่รู้อยู่แล้วว่าลูกเป็นยังไง ทำไมถึงได้ทำร้ายความรู้สึกของลูกเช่นนี้ … ทรงทำลายทุกสิ่งทุกอย่างของลูกไปแล้ว” มันเป็นความเสียใจจริง ๆ ความเสียใจของเด็กคนหนึ่งที่โดนทำลายโลกส่วนตัวไม่เหลือซาก

องค์ราชินีทรงควบคุมอารมณ์ได้นิ่งกว่าครั้งไหน ๆ “เจ้าอยากรู้มั้ย ทำไมข้าถึงต้องเผาเรือนนั่น” จากนั้น พระนางทรงพาองค์ชายออกไปนอกวังหลวงไปยังที่แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้ ที่นั่นมีเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับสตรีเตรียมเอาไว้อย่างพร้อมเพรียงเพื่อให้องค์ชายได้สวมใส่ตามปรารถนา จากนั้นพระนางก็ให้จิตรกรวาดภาพขององค์ชายที่โฉมสะคราญเป็นอย่างยิ่ง

ระหว่างที่จิตรกรกำลังวาดภาพอยู่นั่น องค์ราชินีได้ปรับทุกข์อยู่กับชินซังกุงด้านนอก พระนางระบายความรู้สึกออกไปว่า “ข้าสูญเสียลูกชายอันแสนล้ำค่าไปคนนึง ข้าจะทำอย่างไรดีนะ แต่ข้าลองคิดถึงจิตใจของเขาแล้ว ข้าก็เข้าใจว่าเขาจะรู้สึกกลัวมันเพียงใดที่ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งนี้ แต่ข้าเป็นแม่ของเขา จะให้ข้าเบือนหน้าหนีทำเป็นไม่สนใจอย่างงั้นเหรอ”

จิตรกรวาดรูปเสร็จแล้ว องค์ชายคเยซองกางรูปนั้นออกมาดูด้วยรอยยิ้ม มันเป็นรอยยิ้มแห่งความสุขอย่างที่ไม่ได้รู้สึกมาก่อน อย่างน้อยผู้เป็นแม่คนหนึ่งล่ะที่ยืนอยู่เคียงข้างเขาไม่ว่าเขาจะเป็นอย่างไร …

องค์ราชินีในฐานะแม่คนหนึ่งกอดลูกคนหนึ่งเอาไว้ พระนางไม่ทรงกริ้วทรงโกรธเลยแม้แต่นิดเดียวที่ลูกชายเป็นแบบนี้ “ไม่ว่าเจ้าจะเป็นอย่างไร เจ้าก็เป็นลูกข้า” ถ้าโลกทั้งโลกถล่มทลายจนเหลือใครสักคนให้ยึดเหนี่ยว คนคนนั้นคือแม่ ความเป็นแม่ที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน

ระหว่างเดินทางกลับวังหลวง องค์ราชินีทรงถือร่มปกป้ององค์ชายจากฝนที่เทกระหน่ำลงมา พลางคิดในใจว่า “สักวันหนึ่ง จะต้องมีวันที่คนที่มีความปรารถนาต่างจากคนอื่น สามารถใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องปกปิดมันเอาไว้”

EP.4 ตัวคูณความรู้สึกของผู้เป็นแม่

องค์ชายซองนัมเข้ามาพบองค์รัชทายาทนอนป่วยอยู่ในตำหนัก ไม่ได้ไปรักษาตัวที่บ่อน้ำพุร้อนตามที่องค์ราชินีได้กราบทูลฝ่าบาท ทำให้องค์ราชินีจำใจบอกความจริง … เมื่อองค์ชายซองนัมรู้ว่าองค์รัชทายาท ผู้เป็นพี่ชายป่วยเป็นโรคขาดโลหิต ซึ่งเป็นโรคที่ร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต พระองค์จึงเสด็จออกนอกวังหลวงเพื่อตามหาหมอที่รักษาโรคร้ายนี้ได้

เวลาเดียวกันนั้น หมอหลวงโจกุกยองกลับมาถึงวังหลวงพอดี แต่องค์ราชินีตัดสินใจว่าจะไม่ให้องค์รัชทายาทรักษากับหมอหลวงผู้นี้ เพราะมีความไม่ชอบมาพากลหลายประการ เขาเป็นหมอหลวงเพียงหนึ่งเดียวที่รักษาองค์รัชทายาทองค์ก่อนจนเสียชีวิต แต่กลับได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเสนาบดี ทั้งที่หมอหลวงคนอื่น ๆ มีอันต้องระเห็จออกจากวังหลวง หรือไม่ก็เสียชีวิตไปทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม องค์ราชามีพระราชประสงค์ให้องค์รัชทายาทกลับมารักษาโรคผิวหนังกับหมอหลวงโจกุกยอง อีกทั้งยังใกล้ถึงวันกำหนดคลอดของพระชายา (ภรรยาขององค์รัชทายาท) องค์ราชินีจึงต้องวางแผนให้องค์รัชทายาทปรากฏตัวโดยไม่แสดงอาการป่วยให้ใครเห็นเป็นเด็ดขาด

เรื่องราวดำเนินไปจนจบการสอบคัดเลือกสหายร่วมศึกษารอบสอง องค์ชายซองนัมจึงออกนอกวังหลวงไปพบกับหมอที่สามารถรักษาโรคขาดโลหิตได้นามว่า “หมอโทจี” ที่หมู่บ้านเพิงกระท่อม หมู่บ้านที่โดนสั่งล็อกดาวน์เนื่องจากโรคระบาด

หลังจากหมอโทจีอ่านบันทึกอาการของโรคแล้ว จึงแนะนำองค์ชายซองนัมไปว่าให้หยุดรักษาด้วยวิธีการฝังเข็ม เพราะเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับผู้ป่วยที่อ่อนแอจนหมดสติบ่อย ๆ ในทางกลับกัน การฝังเข็มอาจทำให้เสียชีวิตได้ ต้องรอจนกว่าจุดฝังเข็มจะกลับมาเป็นปกติ “กรณีของพี่ชายเจ้าแค่หยุดฝังเข็มอาการก็ดีขึ้นมากแล้ว” จากนั้นก็ยื่นใบสั่งยาให้องค์ชายซองนัม

องค์ชายซองนัมเอาใบสั่งยาให้หมอหลวงที่รักษาองค์รัชทายาทและองค์ราชินีดู แต่ทั้งสองไม่เห็นด้วยที่จะใช้วิธีการรักษาและสมุนไพรจากภายนอกวังหลวงมารักษาองค์รัชทายาท แต่องค์ชายซองนัมยืนยันคำที่หมอโทจีกล่าวย้ำว่า แค่หยุดฝังเข็มก็อาการดีขึ้น องค์ราชินีจึงสั่งให้หมอหลวงลองหยุดฝังเข็มสักพักหนึ่ง

แต่การซื้อเวลาขององค์ราชินีเพื่อรอให้อาการขององค์รัชทายาทดีขึ้นดูจะไม่ทันการเสียแล้ว พระนางถูกพระพันปีกดดันว่า ต้องให้องค์รัชทายาทหายก่อนวันที่พระชายาคลอด ไม่เช่นนั้นเหล่าขุนนางก็จะเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เมื่อถึงตอนนั้นก็จะเป็นหายนะอย่างแท้จริง … ณ จุดนี้ องค์ราชินีทรงตัดสินใจให้องค์รัชทายาทเสวยยาของหมอโทจี โดยพระนางกล่าวกับหมอหลวงว่า “ถ้าเกิดอะไรขึ้น ข้าจะเอาตำแหน่งราชินีเป็นเดิมพัน และข้าจะรับผิดชอบเรื่องนี้เอง”

ในวันที่พระชายา (ขององค์รัชทายาท) ให้กำเนิดพระธิดาก่อนกำหนด … พระพันปีประหลาดใจเมื่อเห็นองค์รัชทายาททรงแข็งแรง

ในคืนนั้น องค์ราชินีทรงเสวยอาหารร่วมกับพระโอรสอย่างพร้อมหน้า เป็นเวลานานเท่าไรแล้วที่ทุกคนไม่มีความสุขกันแบบนี้ โดยเฉพาะความสุขของผู้เป็นแม่ที่เห็นลูก ๆ มีความสุข แม่กลับมีความสุขยิ่งกว่าเป็นเท่าทวีคูณ มันเป็นความสุขตัวคูณที่คนเป็นแม่เท่านั้นที่จะเข้าใจความรู้สึกนี้ แต่ …

แต่เวลาแห่งความสุขมันยืดยาวออกไปได้เพียงไม่กี่วัน ในขณะที่องค์รัชทายาทและสหายร่วมศึกษากำลังทรงศึกษาต่อหน้าเหล่าอาจารย์และฝ่าบาทพร้อมด้วยองค์ราชินี พระองค์ทรงกระอักเลือดออกมาต่อหน้าทุกคน เลือดเปรอะไปทั่วทั้งบริเวณ องค์ราชินีรีบไปประคององค์รัชทายาทด้วยความตกใจ !!!

EP.5 น้ำตาที่ไหลปานว่าจะขาดใจ

องค์ราชาทรงโกรธทรงกริ้วเป็นอย่างมากที่องค์ราชินีปิดบังอาการป่วยขององค์รัชทายาท พระองค์จึงสั่งกักบริเวณพระนางให้อยู่แต่ในตำหนักเท่านั้น และถูกยกเลิกการงานทั้งหมด รวมถึงงานกำกับดูแลเหล่าพระสนมด้วย อีกทั้งยังสั่งห้ามใครเข้าพบองค์รัชทายาทโดยที่พระองค์ไม่ได้อนุญาต ซึ่งรวมถึงราชินีด้วย

แม่คนใดบนโลกที่รู้ว่าลูกป่วยใกล้ตาย แต่ตัวไม่สามารถไปดูแลได้ และไม่รู้ว่าลูกเป็นตายร้ายดีอย่างไร แม่คนนั้นจิตใจจะร้อนรนเหมือนไฟบรรลัยกัลป์สุมอยู่ในอก … เวลานี้องค์ราชินีก็เป็นเช่นเดียวกัน

องค์ราชินีโดนทำโทษให้คัดลอกคัมภีร์เต้าเต๋อจิงและคัมภีร์ขงจื๊อ พระนางไม่หลับไม่นอน นั่งคัดลอกคัมภีร์เหล่านั้นอยู่ทั้งวันทั้งคืนจนตาแดงก่ำ เมื่อคัดลอกเสร็จทรงสั่งให้ชินซังกุงเรียกหัวหน้าขันทีมาเข้าเฝ้า เพื่อมารับสำเนาที่คัดลอกเสร็จแล้วทันที

ว่าที่จริง ที่พระนางยอมทุ่มเทขนาดนี้ก็เพื่อจะได้มีข้ออ้างเรียกหัวหน้าขันทีมาเข้าเฝ้า ไถ่ถามอาการขององค์รัชทายาท แม้หัวหน้าขันทีจะไม่สามารถพูดอะไรได้มาก แต่พระนางก็ได้รู้ว่าองค์รัชทายาทยังมีชีวิตอยู่ และองค์ราชินีได้ขอร้องหัวหน้าขันทีว่าอย่าปล่อยให้ใครอยู่กับองค์รัชทายาทตามลำพังโดยเฉพาะหมอหลวงโจกุกยอง สุดท้ายแล้ว พระนางก็ฉีกสำเนาที่คัดลอกเสร็จแล้วทิ้งแล้วตรัสว่า “ข้าเข้าใจผิดไป ข้าคัดลอกตกหล่น เมื่อข้าคัดลอกเสร็จแล้วจะเรียกหัวหน้าขันทีมาอีกครั้ง”

ด้านสถานการณ์การเมือง … พระสนมฮวังขอให้ท่านอัครมหาเสนาบดีฮวังวอนฮยอง ผู้เป็นพ่อสร้างกระแสการปลดองค์รัชทายาท โดยรวบรวมเสียงจากเหล่านักปราชญ์ลงชื่อถวายฎีกากดดันอีกทางหนึ่ง

ณ ท้องพระโรง … องค์ราชานั่งนิ่งอยู่บนบัลลังก์ ในขณะที่เสียงเรียกร้องจากเหล่าขุนนางให้ปลดองค์รัชทายาทออกจากตำแหน่งดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ “โปรดทรงปลดองค์รัชทายาทด้วยพ่ะย่ะค่ะ” องค์ราชายังคงนั่งนิ่งนั่งงงบนบัลลังก์อยู่อย่างนั้น ขณะนั้นเอง องค์ราชินีก็มายืนต่อหน้าขุนนางที่กำลังรวมตัวกดดันองค์ราชา แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงดุดันและท่าทีที่เด็ดเดี่ยว …

“พวกท่านรู้หรือไม่ว่า การเรียกร้องให้ปลดองค์รัชทายาทช่างไร้เหตุผลและไม่เป็นธรรมแค่ไหน … ที่ผ่านมาองค์รัชทายาทไม่เคยกระทำความผิดที่ขัดต่อศีลธรรมแม้สักครั้งเดียว … องค์รัชทายาทไม่เคยทำให้ประเทศเสียหายและลุ่มหลงในสตรี แล้วเด็กคนนั้นทำผิดอะไรกัน (น้ำเสียงดุดันหนักแน่นยิ่งกว่าเดิม)”

จังหวะนั้นท่านอัครมหาเสนาบดีฮวังวอนฮยองก็ได้ขัดจังหวะขึ้นว่า องค์ราชินีออกมาได้จากตำหนักได้อย่างไรในเมื่อองค์ราชามีคำสั่งให้กักบริเวณ “ข้าเป็นคนสั่งเอง …” องค์ราชาเพิ่งจะเดินออกมาแล้วตรัสว่าทั้งหมดเป็นความประสงค์ของพระองค์ รวมถึงสิ่งที่องค์ราชินีได้กล่าวไปแล้วด้วย “ถ้าใครยังหารือเรื่องปลดองค์รัชทายาทอีก ข้าจะลงโทษผู้นั้นในฐานะกบฏ กลับไปให้หมด”

ระหว่างที่สถานการณ์การเมืองกำลังตึงเครียด หัวหน้าขันทีก็รีบวิ่งเข้ามากราบทูลองค์ราชินีว่า องค์รัชทายาทอาการหนัก เหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว …

องค์ราชินีทรงวิ่งทั้งน้ำตาที่เอ่อล้นไปหาองค์รัชทายาท แต่ทว่า มันสายเกินไปเสียแล้ว องค์ราชินีคุกเข่าลงเบื้องหน้าร่างอันไร้วิญญาณของลูกชายสุดที่รัก มืออันซีดขาวของพระนางจับไปที่ใบหน้าขององค์รัชทายาท น้ำตาที่เอ่อล้นออกมาไม่หยุดปานว่าจะขาดใจ

EP.6 มือที่แอบอยู่เบื้องหลัง

หลังจากท่านอัครมหาเสนาบดีฮวังวอนฮยองได้รับมอบหมายให้สืบสวนสาเหตุการสิ้นพระชนม์ขององค์รัชทายาท และได้รายงานต่อหน้าฝ่าบาทและเหล่าขุนนางทั้งหลายว่า มีความเป็นไปได้ที่องค์รัชทายาทจะเสียชีวิตจากการถูกวางยาพิษ แต่ต้องทำการสืบสวนต่อไปเพื่อให้แน่ใจกว่านี้

ส่วนเรื่องการแต่งตั้งองค์รัชทายาทก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าจะใช้วิธีการใด ซึ่งตามกฎก็จะเป็นพระราชนัดดา หรือลูกขององค์รัชทายาท เป็นเพียงแต่ว่าพระราชนัดดายังเป็นเด็กเล็กไม่กี่ขวบ เหล่าขุนนางจึงพยายามเสนอให้มีการคัดเลือกองค์รัชทายาทด้วยวิธี “แทคฮยอน” ซึ่งเป็นวิธีที่คัดเลือกองค์รัชทายาทจากองค์ชายทั้งหมดที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมที่สุด และเป็นวิธีเดียวกับที่องค์ราชาปัจจุบันได้รับการคัดเลือก แม้ว่าในเวลานั้นฝ่าบาทจะเป็นองค์ชายที่เกิดจากพระสนมก็ตาม

ระหว่างนั้น ท่านอัครมหาเสนาบดีฮวังวอนฮยองได้จับตัวชินซังกุงมาทรมาน เพื่อไต่สวนหาความจริงถึงสาเหตุการสิ้นพระชนม์ขององค์รัชทายาท องค์ราชินีจึงรีบเสด็จมาต่อว่าท่านอัครมหาเสนาบดีฮวังวอนฮยองที่ทำการไต่สวนคนของพระนางโดยไม่ได้ขออนุญาต … องค์ราชินีประกาศศึกอย่างเต็มตัว

แต่ทว่าในคืนนั้นเอง พระสนมฮวังแอบเข้ามาพบกับท่านอัครมหาเสนาบดีฮวังวอนฮยองในยามวิกาล เพื่อขอให้หยุดการสอบสวนหมอหลวงควอน พร้อมกับเล่าความจริงว่า นางคือผู้สั่งการให้หมอหลวงควอนวางยาองค์รัชทายาท แต่ไม่ได้มีเจตนาที่จะปลงพระชนม์ เพียงต้องการให้อาการทรุดลงเท่านั้น ซึ่งที่ทำไปก็เพราะความริษยาที่นางคิดว่านางควรจะได้เป็นราชินี และองค์ชายอึยซองควรได้เป็นองค์รัชทายาท

ในตอนแรก ท่านอัครมหาเสนาบดีฮวังวอนฮยองต้องการจะฆ่าปิดปากหมอหลวงควอน แต่พระสนมฮวังได้ห้ามเอาไว้ โดยให้เหตุผลว่าหมอหลวงควอนเป็นคนที่เก็บความลับได้ดีเยี่ยม และเป็นคนที่ไว้ใจได้ อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าพระสนมฮวังจะมีความสัมพันธ์บางอย่างกับหมอหลวงควอน ?

รุ่งขึ้น ท่านอัครมหาเสนาบดีฮวังวอนฮยองหยุดทำการไต่สวนอย่างกะทันหัน ทำให้องค์ราชินีรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล

เรื่องราวดำเนินไปกระทั่งวันหนึ่ง ท่านอัครมหาเสนาบดีฮวังวอนฮยองได้เปิดการไต่สวนฉุกเฉินขึ้น โดยมีองค์ราชา องค์ราชินี และพระพันปี อยู่อย่างพร้อมหน้า …

หมอหลวงควอนถูกตั้งคำถามว่าเอายาสมุนไพรจากไหนให้องค์รัชทายาทเสวย ในเมื่อระหว่างการรักษาไม่มีการเบิกยาในห้องโอสถหลวงเลย … หมอหลวงควอนไม่ตอบ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะหลักฐานจากพยานแวดล้อมสามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่า ยาที่นำมาให้องค์รัชทายาทเสวยเป็นยาที่มาจากภายนอกวังหลวง และทุกอย่างก็พุ่งเป้าไปที่องค์ราชินี !

องค์ราชินีนิ่งอึ้งไปสักพัก ก่อนจะเลี่ยงตอบกึ่งรับกึ่งปฏิเสธไปว่า ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าสมุนไพรเหล่านั้นทำให้องค์รัชทายาทสิ้นพระชนม์ “ข้อต้องการหลักฐาน …” องค์ราชินีเสียงแข็ง จากนั้นก็ตอกกลับไปว่า ถ้าจะมีผู้ใดที่ต้องการให้องค์รัชทายาทสิ้นพระชนม์คนคนนั้นต้องไม่ใช่พระนางเป็นแน่ เพราะพระนางเป็นแม่ แต่คนคนนั้นน่าจะเป็นท่านอัครมหาเสนาบดีฮวังวอนฮยอง เพราะเป็นคนที่เสนอให้มีการปลดองค์รัชทายาทออกจากตำแหน่ง ฝ่าบาทเห็นท่าไม่ดีจึงสั่งให้เลื่อนการไต่สอนออกไปเป็นวันพรุ่งนี้

การโต้เถียงดึงดันขององค์ราชินีสร้างความไม่พอใจให้พระพันปีเป็นอย่างมาก หลังจากองค์ราชาเสด็จกลับไปแล้ว พระพันปีบีบให้องค์ราชินีรับยอมรับข้อกล่าวหา ไม่เช่นนั้นจะเปิดเผยเรื่องที่ราชินีแอบไปพบมเหสียุน ซึ่งมีโทษถึงคิดก่อการกบฏ จากนั้นพระพันปีได้ทิ้งท้ายใส่หน้าองค์ราชินีว่า “สิ่งที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิตของข้า คือการขัดขวางให้เข้าขึ้นเป็นราชินีไม่ได้ ข้าไม่สบอารมณ์ที่เจ้าเป็นราชินีมาก ๆ”

องค์ราชินีกลับมาที่ตำหนักเพื่อมาเล่นกับพระราชนัดดา (หลาน ลูกชายขององค์รัชทายาท) ระหว่างนั้น พระนางได้เห็นรูปที่พระราชนัดดาวาด เป็นภาพซังกุงพี่เลี้ยง ซึ่งองค์ราชินีทรงเห็นเข็มอยู่ในมือซังกุงจากในภาพวาด และเมื่อเปิดดูแขนของพระราชนัดดาก็เห็นจุดแดงเล็ก ๆ ที่เกิดจากรอยเข็มแทง เห็นเช่นนั้นย่อมเป็นเรื่องไม่ดีแน่ ยิ่งเมื่อเห็นช้อนที่ตักอาหารเปลี่ยนสี พระนางยิ่งมั่นใจเลยว่าพระราชนัดดาต้องถูกวางยาพิษ พระนางจึงอุ้มและพยายามเขย่าเพื่อให้พระราชนัดดาคายอาหารกินเพิ่งเสวยไปออกมา

EP.7 สัญญาสงบศึก

องค์ราชินีเค้นความจริงจากปากของซังกุงพี่เลี้ยงว่าใครเป็นคนสั่งให้ลอบวางพิษพระราชนัดดา แต่ซังกุงพี่เลี้ยงได้กล่าวว่าต้องทำเช่นนี้เพื่อความอยู่รอดของคนในครอบครัว ก่อนจะกินยาฆ่าตัวตายไปต่อหน้าต่อหน้าพระนาง … ในเวลาเดียวกันนั้น ยังเกิดไฟไหม้ขึ้นในห้องของพระราชนัดดาอีก ยังดีที่บ่าวไพร่ดับไฟเอาไว้ทันก่อนที่จะลุกลามกลายเป็นไฟไหม้ใหญ่

ในที่สุด องค์ชายซองนัมก็แบกรับความรู้สึกผิดเอาไว้กับตัวเองไม่ไหว พระองค์บอกความจริงทั้งหมดกับฝ่าบาทว่า พระองค์เป็นผู้นำเอายาสมุนไพรจากภายนอกมาให้องค์รัชทายาท และพร้อมจะพิสูจน์ว่ายาสมุนไพรดังกล่าวไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้องค์รัชทายาทสิ้นพระชนม์ โดยมีทั้งพยานเป็นหมอโทจีและเจ้าของร้านขายยา เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฝ่าบาทจึงรับสั่งให้องค์ชายซองนัมหาพยานมายืนยันให้ได้ก่อนการไต่สวนจะเริ่มขึ้น

องค์ชายซองนัมออกไปตามหมอโทจีและเจ้าของร้านยามาเป็นพยาน แต่ดูเหมือนพระองค์จะคว้าน้ำเหลว เพราะพวกเขาย้ายไปที่อื่นแล้ว ทำให้องค์ชายซองนัมไม่มีพยานมายืนยันในวันไต่สวน

แล้ววันไต่สวนก็มาถึง … ท่านอัครมหาเสนาบดีฮวังวอนฮยองโยงหลักฐานต่าง ๆ จนชี้ได้ว่ายาสมุนไพรจากภายนอกทำให้องค์รัชทายาทถึงแก่ชีวิต องค์ราชาจึงถามหมอหลวงควอนว่าใครเป็นผู้เอายาเหล่านั้นเข้ามา หมอหลวงควอนนิ่งอึ้งไปพักใหญ่ก่อนจะตอบอย่างชัดเจนว่า “องค์ราชินีพ่ะย่ะค่ะ”

อย่างไรก็ตาม องค์ราชินีได้คิดแผนเอาไว้แล้วว่าต้องเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น พระนางจึงยอมรับไปว่าเป็นผู้เอายาสนุนไพรเหล่านั้นให้องค์รัชทายาทเสวยจริง เพราะไม่คิดว่าสมุนไพรเหล่านั้นจะเป็นอันตราย แล้วพระนางก็ปัดความผิดโดยกล่าวว่าเอายาสมุนไพรเหล่านั้นมาจากพระชายา (ภรรยาขององค์รัชทายาท) … เมื่อไปค้นยาที่ตำหนักของพระชายาก็พบยาสมุนไพรจากภายนอกจริง

ถึงองค์ราชินีจะปัดป้องความผิดให้พ้นจากตัวไปได้ แต่ด้วยความที่องค์ราชาเป็นกษัตริย์ที่มีบุคลิกไม่เด็ดขาด และค่อนข้างโลเล ทำให้เหล่าขุนนางพยายามกดดันให้ต้องมีผู้ได้รับการลงโทษ ถ้าไม่ปลดองค์ราชินีอย่างน้อยก็ต้องเนรเทศพระชายาและพระราชนัดดา (แต่ก็ด้วยความไม่เด็ดขาดขององค์ราชานี่แหละ ทำให้องค์ราชินีโดดเด่นขึ้นมา)

จากนั้น องค์ราชินีก็เดินเกมอย่างต่อเนื่อง โดยนัดพบกับพระพันปีพร้อมด้วยท่านอัครมหาเสนาบดีฮวังวอนฮยองเพื่อให้หยุดเล่นเกมฟาดฟันกัน เพราะรังแต่จะเสียหายกันทุกฝ่าย แลกกับการที่พระนางจะยอมให้ใช้วิธี “แทคฮยอน” ในการหาตัวองค์ชายที่เหมาะสมกับตำแหน่งองค์รัชทายาท และหากเหล่าองค์ชายของพระนางไม่ได้ตำแหน่งนี้ พระนางก็จะทรงลงจากตำแหน่งองค์ราชินีโดยไม่มีเงื่อนไข (ส่วนเรื่องที่พระพันปีขู่เอาไว้เรื่องที่องค์ราชินีแอบไปพบมเหสียุนไปบอกฝ่าบาทก็ตกไป)

รุ่งขึ้น ฝ่าบาทมีคำสั่งให้พระชายาและพระราชนัดดาเป็นสามัญชน และต้องถูกขังอยู่ในบ้าน หากผู้ใดติดต่อหรือสนับสนุนพระราชนัดดาให้เป็นองค์รัชทายาท จะถือว่าผู้นั้นเป็นกบฏ

แล้วองค์ชายซองนัมก็ให้สัญญากับองค์ราชินีว่าพระองค์จะเป็นองค์รัชทายาทให้ได้ เพื่อให้ทุกอย่างกลับมาเป็นเหมือนเดิม … แล้วองค์ราชินีก็ขอฝ่าบาทให้ใช้วิธีแทคฮยอนในการคัดเลือกองค์รัชทายาท พร้อมกับกล่าวอย่างมั่นใจว่าเหล่าองค์ชายของพระนางจะก้าวขึ้นเป็นองค์รัชทายาทได้

ณ เวลานี้ การแข่งขันได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เหล่าองค์ชายทุกพระองค์มีสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขัน แต่จะมีเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่จะมีคุณสมบัติดีพร้อมที่สุดที่จะได้รับตำแหน่งองค์รัชทายาท ที่จะเป็นผู้ปกครองแผ่นดินนี้ในรุ่นต่อไป

EP.8 ผลไม้พิษ

การแข่งขันด้วยวิธีแทคฮยอนดำเนินไป แต่มีเพียงองค์ชายไม่กี่พระองค์เท่านั้นที่มุ่งมั่นจะเป็นผู้ชนะ เพื่อจะก้าวขึ้นเป็นองค์รัชทายาท ได้แก่ องค์ชายซองนัม, องค์ชายคเยซอง, องค์ชายโบกอม และองค์ชายอึยซอง

ด้านเหล่าพระสนมก็พยายามทำทุกอย่างเพื่อสนับสนุนองค์ชายของตัวเอง องค์ราชินีจึงให้เหล่าพระสนมมารวมตัวกันเย็บปักถักร้อยเพื่อหยุดความเคลื่อนไหว

ระหว่างการเดินทางในป่า องค์ชายซองนัมถูกกลุ่มโจรลอบสังหาร แต่มีชายลึกลับเข้ามาช่วยไว้ หัวหน้าราชองครักษ์นำเรื่องไปทูลองค์ราชาและองค์ราชินี พร้อมด้วยหลักฐานที่เป็นลูกธนูที่มีหัวศรเป็นสีแดง องค์ราชินีเชื่อว่ากลุ่มคนร้ายไม่ใช่โจรธรรมดาอย่างแน่นอน พระนางจึงขอสืบสวนเรื่องนี้เอง

องค์ราชินีทรงเริ่มการสืบสวนหาผู้ที่ทำร้ายองค์ชายซองนัม กระทั่งจับรองหัวหน้ากลุ่มโจรได้ มันสารภาพว่า มีสตรีอีกผู้หนึ่งมาว่าจ้างให้สังหารองค์ชายซองนัม สตรีผู้นั้นติดเครื่องประดับผมรูปกบและมีกลิ่นกายดอกโบตั๋น เมื่อได้ยินดังนั้น องค์ราชินีจึงรู้ได้ในทันทีว่าเป็นนัมซังกุงแห่งตำหนักพระพันปี

องค์ราชินีไปที่ตำหนักของพระพันปีเพื่อยื่นคำขาดว่า ถ้าพระพันปีทำร้ายองค์ชายของพระนางอีก พระนางจะเอาผลไม้พิษที่อยู่ในมือนี้ยัดปากพระพันปีด้วยมือของพระนาง จากนั้น องค์ราชินีก็ขอให้พระพันปีกล่าวคำขอโทษ ไม่เช่นนั้นพระนางจะเปิดเผยความลับเรื่องมเหสียุน และสาเหตุการสิ้นพระชนม์ขององค์รัชทายาทองค์ก่อน

EP.9 ร่มโพธิ์ร่มไทร

องค์ราชินีเผยความจริงกับองค์ราชาว่า พระพันปีกับท่านอัครมหาเสนาบดีฮวังวอนฮยองคือผู้จ้างวานฆ่าองค์ชายซองนัม ฝ่าบาทจึงคิดจะจัดการขั้นเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม องค์ราชินีทรงห้ามไว้ ขอให้การแข่งขันหาตัวผู้ที่ขึ้นมาเป็นองค์รัชทายาทจบลงไปก่อน

ต่อมา องค์ราชาเสด็จไปที่ตำหนักของพระพันปี ซึ่งตอนนี้แกล้งป่วย โดยกล่าวหาว่าองค์ราชินีนำเอาผลไม้พิษมาถวาย และปฏิเสธเรื่องที่องค์ราชินีกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการจ้างวานฆ่าองค์ชายซองนัม ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลาน

เมื่อได้ยินความเช่นนั้น ฝ่าบาทจำต้องปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปโดยไม่ได้จัดการอะไร และทรงตรัสกับองค์ราชินีว่า “เสด็จแม่พยายามสังหารหลานชายตัวเอง ในขณะที่ราชินีพยายามสังหารแม่ของสามี แล้วข้าจะจัดการเรื่องนี้ได้อย่างไรเล่า” !!!

องค์ราชาเสด็จกลับไปแล้ว องค์ราชินีกับพระพันปีจึงได้ต่อปากต่อคำกันอีกยก ด้านราชินีก็มั่นใจว่าองค์ชายของพระนางจะก้าวขึ้นเป็นองค์รัชทายาทได้ ส่วนพระพันปีก็เชื่อมั่นว่าตัวเองเป็นผู้ชี้นิ้วให้ใครขึ้นมาเป็นองค์รัชทายาทก็ได้

จากนั้น องค์ราชินีได้นัดเจอกับท่านอัครมหาเสนาบดีฮวังวอนฮยองเพื่อจี้จุดให้เขารู้ว่า กำลังโดนพระพันปีหักหลัง โดยเขาจะถูกโยนความผิดเรื่องการลอบสังหารองค์ชายซองนัมเมื่อการสอบสวนเริ่มต้นขึ้น เพราะจริง ๆ แล้ว กลุ่มโจรที่ท่านอัครมหาเสนาบดีฮวังวอนฮยองสั่งให้ไปจัดการกับองค์ชายซองนัมนั้น เขาสั่งเพียงให้ถ่วงเวลาในการแข่งขัน แต่ก็โดนพระพันปีซ้อนแผน สั่งคนให้ไปลอบสังหารองค์ชายซองนัม ไม่เพียงเท่านั้น องค์ราชินียังได้ทิ้งเมล็ดพันธุ์แห่งความสงสัยให้กับท่านอัครมหาเสนาบดีฮวังวอนฮยอง เรื่องที่พระพันปีมีท่าทีเปลี่ยนไปสนับสนุนองค์ชายองค์อื่นที่ไม่ใช่องค์ชายอึยซอง

ราชินีคือแม่ขององค์ชายทุกพระองค์

องค์ชายชิมโซหนึ่งในองค์ชายที่เข้าร่วมการแข่งขันเฟ้นหาองค์รัชทายาท แต่เนื่องจากถูกโจรปล้นระหว่างการแข่งขัน ทำให้ไม่ได้กินข้าวมาหลายวัน อีกทั้งเงินทองและม้าก็ถูกโจรปล้นไปหมด องค์ชายชิมโซจึงจำใจกลับมาหาพระสนมโก ผู้เป็นแม่ ที่วังหลวง … แต่พระสนมโกไม่พอใจที่ลูกชายอ่อนแอเพียงนี้ “ถ้ามีคนเห็นว่าเจ้ากลับมาวังหลวงเจ้าจะตกรอบทันที ต่อให้ร่างเจ้าแหลกเละหรือหยุดหายใจ เจ้าก็ไม่ควรกลับมาที่วัง” จากนั้น พระสนมโกก็ตำหนิทหารเฝ้าประตูวัง ที่ให้ชายที่แอบอ้างเป็นองค์ชายชิมโซเข้าพบ

ด้วยความหิวโหยและอ่อนแรง องค์ชายชิมโซจึงนอนสลบหมดสติอยู่บริเวณหน้าประตูวัง ต่อมาชินซังกุงได้เดินมาเจอเข้า จึงได้พาองค์ชายชิมโซไปเข้าเฝ้าองค์ราชินี ซึ่งพระนางได้จัดเตรียมอาหารอย่างดีมาให้ แล้วจึงถามว่าเพราะเหตุใดจึงมานอนหมดสติอยู่ที่หน้าประตูวัง

องค์ราชินีได้ฟังความจากปากขององค์ชายชิมโซก็เกิดความรู้สึกสงสารขึ้นมาจับใจ ในเวลาเดียวกัน พระสนมโกก็เดินเข้ามาด้วยความโกรธ เมื่อมาถึงหน้าองค์ชายชิมโซก็ปัดสำรับอาหารนั้นทิ้งจนกระจัดกระจายไปทั่ว พร้อมกับระเบิดอารมณ์ใส่องค์ราชินี “เขาเป็นลูกของหม่อมฉัน โปรดอย่าเข้ามายุ่งเพคะ”

พระสนมโกก็หันไปที่องค์ชายชิมโซ “เกียรติของแม่และตระกูลได้เสื่อมเสียเพราะเจ้า ถ้ากลับมาสภาพนี้ ตายไปเลยยังดีซะกว่า ข้าเสียใจจริง ๆ ที่คลอดเจ้าออกมา” องค์ชายชิมโซฟังคำพูดที่ออกจากปากของผู้เป็นแม่ก็สะเทือนใจยิ่งนัก

แม้องค์ราชินีจะดูไม่ได้มีเจตนาอื่นนอกจากให้ข้าวองค์ชายชิมโซกินเพราะสงสาร แต่สำหรับพระสนมโกมันเป็นสิ่งที่องค์ราชินีไม่ควรข้ามเส้นเข้ามายุ่ง ด้วยความโกรธ พระสนมโกจึงไปเอาภาพวาดขององค์ชายคเยซองในเครื่องแต่งกายอิสตรีไปให้พระสนมฮวังเพื่อล้างแค้น

รุ่งเช้าอีกวัน องค์ราชินีมาเยี่ยมองค์ชายชิมโซที่ห้อง แต่ภาพที่เห็นกลับเป็นภาพที่น่าตกตะลึง องค์ชายชินโซตัดสินใจจากโลกนี้ไปด้วยการแขวนคอ เดชะบุญที่หมอหลวงสามารถช่วยชีวิตพระองค์เอาไว้ได้ทัน ไม่นานนักองค์ชายชิมโซก็อาการพ้นขีดอันตราย

พระสนมโกรีบวิ่งมาดูอาการขององค์ชายชิมโซทันที จะอย่างไร “แม่ก็คือแม่” แม่ไม่มีวันเห็นลูกตายไปต่อหน้าต่อตาด้วยความสบายใจได้ ไม่มีวันจริง ๆ องค์ราชินีจึงได้สั่งสอนพระสนมโกจนซาบซึ้งในความเป็นแม่ และเมื่อองค์ชายชิมโซฟื้นขึ้น พระนางก็ชวนองค์ชายดื่มเหล้า โดยไม่พูดถึงเหตุการณ์ร้ายแรงที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่พระนางพยายามสั่งสอนองค์ชายเรื่องการใช้ชีวิต … แล้วพระสนมโกกับองค์ชายชิมโซก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน กลับมาดีกันหน้ามือเป็นหลังมือจากเมื่อวาน

ในวันเดียวกันนั้น องค์ราชินีก็ได้รับรายงานว่า หมอหลวงควอนรู้จักกับพระสนมฮวังมาก่อน และผู้ที่แนะนำให้หมอหลวงควอนมาประจำอยู่ที่ตำหนักขององค์ราชินีก็คือพระสนมฮวัง เมื่อเป็นเช่นนั้นพระนางจึงเข้าใจในทันทีว่าเรื่องนี้มันต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลอย่างแน่นอน

ในขณะที่พระสนมฮวังก็ได้รับจดหมายจากหมอโทจี เนื้อหาในจดหมายระบุว่า “สิ่งที่เรารอคอยกันมานานแสนนานดูเหมือนจะสำเร็จในเวลาอันใกล้”

EP.10 ข่าวลือความเชื่อและความจริง

หมอโทจีและอดีตหมอหลวงควอนได้วางแผนการก่อกบฏ ในขณะที่องค์ชายคเยซองล่วงรู้แผนการก่อกบฏ จึงได้เตือนองค์ชายอึยซองว่ากำลังเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการร้ายนี้ แต่องค์ชายอึยซองไม่สนใจคำเตือนนั้น จากนั้น องค์ชายคเยซองก็รีบกลับเข้าวังหลวงเพื่อเอาเรื่องสำคัญนี้ไปกราบทูลฝ่าบาท

ระหว่างนั้น ข่าวลือเรื่ององค์ชายซองนัมไม่มีสายเลือดกษัตริย์ก็กระจายไปทั่ว โดยข่าวลือระบุว่าพระองค์เป็นเพียงลูกที่เกิดจากการตั้งท้องกับชายอื่น แต่เป้าหมายของข่าวลือไม่ใช่ความจริง เป้าหมายของข่าวลือคือทำให้คนเชื่อ และข่าวลือนี้ก็ทำสำเร็จ มีประชาชนจำนวนมากเชื่อว่าองค์ชายซองนัมไม่ใช่พระโอรสที่แท้จริงของฝ่าบาท

ทีนี้ พระสนมโกที่ตอนนี้ย้ายค่ายมาเป็นฝ่ายเดียวกับองค์ราชินี เพราะถูกสั่งสอนเรื่องความเป็นแม่เมื่อคราวก่อน ก็มาเปิดเผยแผนการของพระสนมฮวังที่จะใช้ “ร่างเป็นชายจิตใจเป็นหญิง” ขององค์ชายคเยซองมาเล่นงาน เมื่อรู้ดังนั้นแล้ว พระนางจึงวางแผนซ้อนแผนเช่นเคย …

พระสนมฮวังเอาเรื่องน่าอับอายขององค์ชายคเยซองไปบอกกับองค์ราชา โดยใช้ภาพวาดองค์ชายคเยซองที่แต่งกายเป็นหญิงเป็นหลักฐาน แต่เมื่อถึงเวลารูปวาดนั้นกลับเป็นเพียงรูปวาดธรรมดา กลายเป็นว่างานนี้พระสนมฮวังถูกลงโทษด้วยการลดชั้นไปเป็นพระสนมชั้นที่ต่ำที่สุด … จากนั้น องค์ราชินีก็จัดการพาองค์ชายคเยซองไปอยู่ในที่ปลอดภัย เพราะความลับเรื่องกายเป็นชายใจเป็นหญิงล่วงรู้ถึงหูหลายคนแล้ว … ส่วนองค์ราชาก็เหมือนเดิมคือไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย

สุดท้ายแล้วกลายเป็นว่า แผนการของพระสนมฮวังก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า ทำให้ความเกลียดความแค้นต่อองค์ราชินียิ่งเพิ่มเป็นเท่าทวีคูณ ด้านองค์ชายอึยซองจึงสัญญาว่าจะเป็นองค์รัชทายาทให้ได้ เพื่อกู้ศักดิ์ศรีและเกียรติยศของวงศ์ตระกูลให้กลับคืนมา

ในขณะที่การแข่งขันรอบสุดท้ายได้มาถึง และเหลือเพียงสามองค์ชายเท่านั้นที่ต้องขับเคี่ยวกัน องค์ชายอึยซอง, องค์ชายโบกอม และองค์ชายซองนัม

EP.11 ชาติกำเนิดองค์ชายซองนัม

องค์ชายซองนัมได้คะแนนนำจากการแข่งขัน ทำให้เส้นทางสู่ตำแหน่งองค์รัชทายาทไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว พระพันปีที่ออกตัวเป็นผู้สนับสนุนองค์ชายโบกอมรู้ข่าวนี้ก็ร้อนใจเป็นอย่างมาก จึงได้วางแผนติดสินบนข้าราชการทั้งเงินทองและตำแหน่ง

ข่าวนี้ก็หลุดไปเข้าหูของท่านอัครมหาเสนาบดีฮวังวอนฮยองเช่นกัน แต่ด้วยอำนาจในมือที่ด้อยกว่า แทนที่จะงัดคานอำนาจกับพระพันปี ท่านอัครมหาเสนาบดีฮวังวอนฮยองกับพระสนมฮวังจึงพากันไปขอร้องให้พระพันปีให้สนับสนุนองค์ชายอึยซอง โดยแลกเปลี่ยนกับสิทธิ์ในการแต่งตั้งเสนาบดีทั้งหกกระทรวง และสิทธิ์เทียบเท่าราชินี โดยพระสนมฮวังจะยกอำนาจของราชินีให้

หลอกใช้

พระพันปีตอบรับข้อเสนอทันที เพราะที่ทำไปทั้งหมดก็เพื่อเติมเต็มความฝันที่ขาดหาย พระพันปีอยากมีอำนาจควบคุมหญิงสาวในวังหลวง ซึ่งเป็นสิทธิ์เด็ดขาดของราชินี ตำแหน่งที่พระพันปีไม่เคยเป็นมาก่อน

พระพันปีเรียกพระสนมแทกับองค์ชายโบกอมให้เข้าพบ เพื่อขอให้ถอนตัวออกจากการแข่งขัน พระสนมแทที่ใสซื่อคิดว่าพระพันปีจะสนับสนุนองค์ชายโบกอมขึ้นเป็นองค์รัชทายาท สุดท้ายแล้วก็โดนหลอกใช้ องค์ชายโบกอมจึงถามพระพันปีซึ่งมีศักดิ์เป็นย่าว่า เหตุใดจึงเลือกองค์ชายอึยซอง ?

พระพันปีตอบตรง ๆ แบบไม่สนใจความรู้สึกขององค์ชายโบกอมผู้เป็นหลานเลยแม้แต่นิดเดียว “ในการแข่งขันม้า จะมีม้าตัวหนึ่งที่วิ่งนำหน้าเพื่อให้ม้าตัวอื่นวิ่งไล่ตาม และม้าตัวนั้นก็คือเจ้า ข้าไม่เคยคิดว่าเจ้ามีคุณสมบัติในการเป็นองค์รัชทายาทเลย เจ้าเกิดมาจากแม่ที่ต้อยต่ำ เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าตัวเองจะเป็นองค์รัชทายาทได้”

องค์ชายโบกอมจำต้องถอนตัวออกจากการแข่งขันอย่างไม่มีทางเลือก … นับเป็นการโดนหลอกใช้ที่เจ็บปวดที่สุดบาดลึกที่สุด

ทีนี้ องค์ราชินีที่รู้แผนการเรื่องการติดสินบนจึงไปพบกับเหล่าบัณฑิตที่มีอำนาจลงคะแนน พระนางเจอหลักฐานเป็นกระดาษข้อความการให้สินบน แต่พระนางกลับนำหลักฐานเหล่านั้นไปเผาทิ้ง และกล่าวกับบัณฑิตเหล่านั้น พระนางทำเป็นมองไม่เห็นเพราะเชื่อว่าพวกเขาจะทำสิ่งที่ถูกต้อง จากนั้นพระนางก็กลับไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

คำพูดขององค์ราชินีเพียงไม่กี่ประโยคทำให้เหล่าบัณฑิตเปลี่ยนใจที่จะไม่รับสินบนเหล่านั้น และกลับมาปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อตรง

จากนั้น องค์ราชินีก็เรียกพระสนมแทมาพบและลงโทษด้วยการลดชั้นจากพระสนมชั้นสามเป็นนางกำนัล ด้วยเหตุที่เอาความลับของพระนางไปแพร่งพรายให้ผู้อื่นรู้ และสั่งให้ทำงานอย่างหนักโดยห้ามให้ใครช่วยเด็ดขาด เมื่อผ่านไประยะหนึ่ง พระนางจึงได้สั่งสอนว่า ที่แต่งตั้งให้พระสนมแทขึ้นเป็นพระสนมขั้นสาม ไม่ใช่แค่เพราะคลอดพระโอรสของฝ่าบาทเท่านั้น แต่พระสนมแทเป็นแม่ที่เลี้ยงดูองค์ชายโบกอมเป็นอย่างดีมาตลอด “แต่จู่ ๆ เจ้ากลับใช้ความโลภนำทาง ทำให้องค์ชายโบกอมโดนหลอกใช้ อย่างน้อยเจ้าก็ไม่ควรให้ลูกเดินเส้นทางที่อันตรายสิ”

เมื่อพระสนมแทรู้สึกสำนึกผิดกับความโง่และความโลภของตัวเอง องค์ราชินีจึงได้คืนตำแหน่งให้พระสนมแทเป็นพระสนมขั้นสามเหมือนเดิม

ชาติกำเนิดขององค์ชายซองนัม

เมื่อแผนการติดสินบนไม่ได้ผล องค์ชายซองนัมจึงมีคะแนนนำโด่ง ท่านอัครมหาเสนาบดีฮวังวอนฮยองจึงต้องยกข่าวลือเรื่องชาติกำเนิดขององค์ชายซองนัมขึ้นมา เพื่อขอให้ฝ่าบาทถอดองค์ชายชายซองนัมออกจากการแข่งขัน แต่ฝ่าบาทไม่เห็นด้วย เหล่าขุนนางจึงเสนอให้มีการตรวจสอบโดยใช้วิธีทางการแพทย์

หมอหลวงเสนอให้ใช้วิธีฮับฮยอลบอบ ซึ่งอยู่ในตำราแพทย์ที่ได้รับการยอมรับ เป็นวิธีการตรวจสอบความเป็นพ่อลูกกันได้แม่นยำที่สุดในตอนนั้น วิธีคือหยดเลือดลงไปในน้ำ หากองค์ชายซองนัมเป็นสายพระโลหิตของฝ่าบาท พระโลหิตจะรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียว

แต่ก่อนหน้านี้ พระสนมฮวังได้นำพิษงูผสมลงไปในน้ำ เมื่อพิษงูผสมกับเลือดจะทำให้เลือดแข็งตัว ทำให้พระโลหิตของฝ่าบาทและองค์ชายซองนัมจะไม่รวมตัวกัน แต่จะจับตัวกันเป็นก้อน และพิษงูเมื่อนำไปผสมน้ำก็จะมองไม่ออก

หมอหลวงประกาศผลออกมาว่า “พระโลหิตไม่รวมตัวกัน” เมื่อหมอหลวงประกาศออกมาเช่นนั้น ทุกคนต่างออกอาการเลิ่กลั่กเป็นการใหญ่ มีเพียงองค์ราชินีที่มีสีหน้าเรียบเฉย เหมือนพระนางเตรียมแผนรับสถานการณ์นี้เอาไว้แล้ว พระนางประกาศว่าไม่ยอมรับผมการตรวจนี้ และขอให้ใช้วิธีเดียวกันตรวจความเป็นพ่อลูกของท่านอัครมหาเสนาบดีฮวังวอนฮยองกับพระสนมฮวัง ซึ่งเมื่อตรวจออกมาแล้วปรากฏว่า เลือดก็ไม่รวมตัวเช่นเดียวกัน องค์ราชินีจึงย้อนถามกลับไปว่า “ถ้าอย่างนั้น ท่านทั้งสองก็คงไม่ใช่พ่อลูกกันใช่มั้ย”

จากนั้นองค์ราชินีก็เสนอให้ทำการตรวจสอบโดยใช้วิธีตรวจใบหู ซึ่งหมอหลวงก็ยืนยันว่าเป็นวิธีที่ใช้ได้เช่นเดียวกัน เพราะกระดูกใบหูเป็นลักษณะเฉพาะทางร่างกายที่ถ่ายทอดสู่ลูกหลาน จึงนำมาใช้เพื่อคาดเดาความเป็นบิดาและบุตรได้ องค์ราชาจึงเรียกองค์ชายทั้งหมดให้มาเข้าเฝ้า และให้พระพันปีเป็นผู้ตรวจสอบ … ผลลัพธ์ก็คือองค์ชายทุกพระองค์เป็นพระโอรสของฝ่าบาททั้งสิ้น (แต่พระสนมฮวังท่าทางเลิ่กลั่ก เหมือนไม่มั่นใจว่าองค์ชายเป็นพระโอรสของฝ่าบาท ?)

แล้วองค์ราชาก็ประกาศผลการแข่งขัน องค์ชายซองนัมได้รับคัดเลือกให้เป็นองค์รัชทายาท

EP.12 เฟ้นหาพระชายา

องค์ชายอึยซองต้องออกไปอยู่นอกวังหลวง หลังองค์ชายซองนัมได้รับการแต่งตั้งให้เป็นองค์รัชทายาท ในขณะที่การคัดเลือกพระชายาได้เริ่มขึ้น ความกังวลขององค์ราชินีก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อพระนางต้องขัดขวางไม่ให้คนของพระพันปีได้ขึ้นเป็นพระชายา ไม่เช่นนั้นองค์รัชทายาทก็ยากที่จะรักษาตำแหน่งเอาไว้ได้ ดังนั้น องค์ราชินีจึงต้องตามหาหญิงสาวที่แข็งแกร่งและเสนอชื่อให้ขึ้นเป็นพระชายา

องค์ราชินี พระสนมโก และพระสนมแท ปลอมตัวออกไปนอกวังหลวง เพื่อเฟ้นหาหญิงที่คู่ควรกับการเป็นพระชายาขององค์รัชทายาท จนได้ไปเจอกับลูกสาวคนโตของเสนาบดีกลาโหม จึงได้เข้าไปพูดคุยเพื่อทดสอบดูทัศนคติต่าง ๆ พระนางถูกตาต้องในยิ่งนักเป็นอย่างมาก จึงทาบทามให้นางลงชื่อเข้าร่วมคัดเลือก ซึ่งเมื่อนางรู้ว่าจะได้เป็นพระชายาขององค์รัชทายาท ชายที่นางชอบมานานแล้ว จึงรีบตอบตกลงทันที

ด้านพระสนมโกและพระสนมแทพยายามคัดค้าน เพราะเห็นว่าหญิงสาวผู้นี้เป็นลูกสาวของเสนาบดีกลาโหม ซึ่งเป็นคนสนิทของพระพันปี แต่พระนางก็ยืนยันสิ่งที่ตัดสินใจลงไป “ข้าคิดทุกอย่างไว้หมดแล้ว”

เหมือนกันแต่ต่างกัน

พระพันปีตั้งใจจะให้ลูกสาวคนโตของเสนาบดีกลาโหมลงคัดเลือกเป็นพระชายา ทั้งที่ลูกสาวคนรองและคนที่สามของท่านเสนาบดีกลาโหมมีคุณสมบัติดีกว่า เพราะพระพันปีต้องการเลือกพระชายาที่แย่ที่สุด ก่อนที่จะโค่นองค์รัชทายาทลงจากตำแหน่ง ซึ่งท่านเสนาบดีกลาโหมก็รู้เรื่องนี้ดีแต่ก็จำใจทำตาม

ด้านองค์ราชินีไปพบท่านเสนาบดีกลาโหมเป็นการส่วนตัว พระนางยื่นข้อเสนอด้วยความจริงใจว่า พระนางจะปกป้องลูกสาวคนโตที่กำลังขึ้นเป็นพระชายา ส่วนท่านเสนาบดีกลาโหมก็ต้องเป็นเกราะกำบังให้องค์รัชทายาท ซึ่งแน่นอนว่าท่านเสนาบดีกลาโหมตอบตกลง

ผู้คนต่างพูดกันว่า ลูกสาวคนโตของท่านเสนาบดีกลาโหมเป็นหญิงสาวประเภทแก่นกะโหลก มีแนวความคิดแปลกแหวกแนวไปจากหญิงสาวอื่นในสมัยนั้น เมื่อวันคัดเลือกมาถึง ผลปรากฏว่าลูกสาวคนโตของท่านเสนาบดีกลาโหมเป็นผู้ได้รับการคัดเลือก

EP.13 ความจริงที่ขาดหายไป

ในคืนแรกของการเสกสมรส องค์รัชทายาทกับพระชายาไม่ได้นอนร่วมห้องด้วยกัน คนในวังต่างลือกันไปทั่วว่า พระชายาถูกทิ้งตั้งแต่คืนวันเสกสมรส ทำให้องค์ราชินีเป็นกังวลกับเรื่องนี้มาก

พระชายามาพบองค์ราชินีพร้อมคำถามที่พระนางก็ไม่มีคำตอบให้เช่นกัน “ทำไมองค์รัชทายาทถึงเสด็จออกจากตำหนักพระชายาตั้งแต่คืนเสกสมรส ?” จากนั้น พระนางก็เรียกให้องค์รัชทายาทมาพบ แล้วบอกความจริงว่า พระชายาเป็นคนที่พระนางเลือกเอาไว้ตั้งแต่แรก เพราะชอบในความเฉลียวฉลาดและความมั่นใจ ที่สำคัญคือนางเป็นหญิงที่รักองค์รัชทายาทสุดหัวใจ เมื่อได้รู้ความจริง องค์รัชทายาทก็ทรงยิ้มออกมา เพราะพระองค์เข้าใจผิดมาตลอดว่าพระชายาเป็นคนของพระพันปี

ต่อมา องค์รัชทายาทได้พบบันทึกประวัติการรักษาที่ขาดหายไป ซึ่งเป็นหลักฐานที่ทำให้เชื่อได้ว่า หมอหลวงควอนเป็นผู้ปลงพระชนม์องค์รัชทายาทองค์ก่อน เมื่อองค์ราชินีเห็นหลักฐานนั้น พระนางก็ทรงเรียกหมอหลวงควอนให้กลับมาที่วังหลวงอีกครั้ง และวางแผนให้เขานำยาพิษที่ใช้สังหารองค์รัชทายาทองค์ก่อนมาให้

ระหว่างนั้น องค์ราชินีก็สืบได้ว่าหมอหลวงยูซังอุก ที่เคยรักษาองค์รัชทายาทองค์ในรัชกาลก่อนหน้าจนสิ้นพระชนม์ เป็นคนเดียวกับหมอโทจีที่องค์รัชทายาทองค์ปัจจุบันเคยไปขอให้จัดยาให้ ซึ่งเมื่อดูใบสั่งยาก็จะพบสมุนไพรสองชนิดที่ไม่ควรสั่งให้ผู้เป็นโรคขาดโลหิต

องค์รัชทายาทจึงไปหาหมอโทจี (ซึ่งก็คือหมอหลวงยูซังอุก) เพื่อถามหาความจริง หมอหลวงยูซังอุกจึงเผยว่าองค์รัชทายาททั้งสองต่างถูกสังหารด้วยยาพิษเหมือนกัน

เรื่องราวมาถึงจุดนี้ก็ยิ่งซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม เพราะหมอหลวงยูซังอุกกับหมอหลวงควอนร่วมมือกันวางแผนบางอย่าง เพื่อชี้นำใ้ห้องค์ราชินีตามไปสืบและขุดคุ้ยความลับที่ถูกปิดซ่อนเอาไว้เกี่ยวกับพระมเหสียุน

ในขณะที่ พระสนมฮวังเอาน้ำชาไปให้พระพันปีดื่มก่อนบรรทม พระพันปีหยิบแก้วชาที่พระสนมฮวังรินให้ขึ้นมามองแล้วก็ยิ้มอย่างรู้ทัน ก่อนที่จะปล่อยแก้วน้ำร่วงลงสู่พื้น แก้วชาราคาแพงจากตะวันตกแตกเป็นเสี่ยง ๆ “ดูจากที่สนมฮวังใช้ยาพิษกับข้า เหมือนต้องการปิดปากข้าเลยนะ พ่อแท้ ๆ ขององค์ชายอึยซองคือใครงั้นเหรอ ?”

แล้วภาพก็ตัดมาที่หมอหลวงควอน ที่กำลังเดินขากะเผลกไปหยุดอยู่เบื้องหน้าพระมเหสียุน “เสด็จแม่ ทรงมีพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์ดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

ที่แท้แล้วหมอควอนคือองค์ชายของพระมเหสียุนที่หายตัวไป ! ซึ่งหมายความว่า ทั้งหมดคือแผนการทวงบัลลังก์และคืนความยุติธรรมให้กับพระมเหสียุน ?

EP.14

รออัปเดต

ดูซีรีส์เรื่องนี้ที่ Netflix : คลิกที่นี่
Photos : ภาพหน้าจอจาก tvN Korea